ตอนที่แล้วพูดถึงเรื่อง การเตรียมเอกสารสำหรับขอ Study Permit ไปแล้ว คราวนี้มาดูว่าพอได้มาแล้วเราจะทำยังไงต่อ
กรอกแบบฟอร์มซะครับ
แบบฟรอ์มที่ใช้มีอยู่สามแบบครับ
- แบบฟอร์มขอ Study Permit
- แบบฟอร์มสำหรับรายละเอียดญาติโกโหติกา
- แบบฟอร์มมอบอำนาจ อันนี้กรณีเราไม่ได้ไปติดต่อด้วยตนเองครับ
โดยทั่วไปก็กรอกเฉพาะสองแบบบน ซึ่งถ้าดาวน์โหลดโดยตรงจากเวปของสถานกงสุลจะได้มาเป็น PDFแบบกรอกได้ แนะนำว่าให้ใช้วิธีพิมพ์กรอกในแบบฟอร์มนั้นแล้ว print ครับ ไม่ใช้การเขียนเพราะมันอ่านยาก และก็ดูเป็นทางการน้อยกว่า
เรื่องความเป็นทางการไม่เป็นทางการนี่ รุ่นพี่ผมแอบคอมเมนท์มาว่าสำคัญนะ การพิมพ์มาก่อนแสดงการเตรียมตัวที่ดีกว่า อาจส่งผลต่อ impression ต่อตัวเราด้วย(โดยเฉพาะถ้าโดนสัมภาษณ์)
ดังนั้นพิมพ์ไปเถอะครับ ระวังด้วยว่าอาจบันทึกที่พิมพ์ไว้ไม่ได้ ดังนั้นกรุณาเช็คก่อนว่าเครื่องท่าน print งานได้จะได้ไม่เสียเวลากรอกซ้ำหลายที
หลังจากทุกอย่างเรียบร้อยบริบูรณ์ เราก็รวบรวมเอกสารทั้งหมดที่ใช้
แล้วไปสถานกงสุลกัน
สถานกงสุลแคนาดาอยู่บนชั้น 15 ตึกอับดุลราฮีม บนถนนพระรามสี่ ตรงข้ามกับสวนลุมพินี ใกล้ป้ายรถเมล์มาก และข้างในก็ไฮเทคครับ ตั้งแต่ตึกไปเลย การขึ้นตึกต้องแลกบัตรที่เคาน์เตอร์ชั้นหนึ่งก่อนแล้วเขาจะให้บัตรผ่านเรามา ไม่ต้องติดเสื้อครับ เอาไว้แตะเปิดประตูไปขึ้นลิฟท์! เท่ห์มากครับขอบอก (หรือผมตื่นเต้นไปเอง)
แล้วพอโผล่ออกมาจากลิฟท์ก็จะมีเจ้าหน้าที่รออยู่แล้วครับ ก็แจ้งเขาไปว่าเรามาทำอะไร เขาจะออกบัตรคิวให้ มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก็ฝากเขาไว้ (ปิดเครื่องด้วย) และตอนเข้าไปต้องสแกนกระเป๋าและตัวเราด้วยครับ
พอเข้าไปปุ๊บจะเป็นห้องรอขนาดย่อมๆ เจ้าหน้าที่จะอยู่ด้านหน้าในห้องกั้นกระจกเรียกหมายเลขของเราให้เราไปยื่นเอกสาร เขาจะตรวจสอบแล้วดึงเอกสารที่ไม่ใช้ออกคืนเรา จากนั้นก็ออกบัตรคิวสำหรับฟังผลในวันรุ่งขึ้นให้
การยื่นเอกสารของ study permit นี่ ทำได้ระหว่าง 7.30-10.00 น. เท่านั้นครับ และช่วงเวลานั้นก็ไม่ได้มีแต่ study permit อย่างเดียว ดังนั้นคนก็ไม่น้อยเลยครับ แต่ตอนผมไปรอดูเหมือนว่าคนจะมากันเยอะช่วง 8.30-9.00น. แนะนำว่าถ้าอยากได้บริการว่องไวไม่ต้องรอนานก็รีบไปเสียก่อน 8.30 น.จะดีมาก
หลังจากเขาดูเอกสารเราแล้ว เจ้าหน้าที่จะให้บัตรคิวสีชมพูเราใบหนึ่งครับพร้อมกับนัดให้เรามาฟังผลบ่ายวันรุ่งขึ้น บัตรนี้สำคัญมากให้เก็บไว้ดีๆเลยเพราะจะมีหมายเลขคำร้องของเราอยู่ การติดต่อเกี่ยวกับวีซ่าทั้งหมดจะทำโดยอ้างอิงหมายเลขนี้รวมถึงการรับวีซ่าด้วยนะครับ
ฟังผล รอบ 1
เป็นการฟังผลว่าเอกสารของเราผ่านหรือไม่ แค่เฉพาะเอกสารนะครับ อารมณ์คล้ายๆจะดูว่าที่เรายื่นมานี่เรามีเหตุผลอันควรและตัวเราเองมีความพร้อมหรือไม่ ถ้าเขามีข้อสงสัยอะไรต้องการสัมภาษณ์เพิ่มเติมเขาจะให้เราสัมภาษณ์วันนั้นเลย แล้วก็ดูว่าเอกสารจะผ่านหรือไม่ผ่าน
ตอนที่เขานัดเขาจะนัดเวลากว้างๆครับ คือ 13.30-15.45 น. แต่คนส่วนมากดูเหมือนจะมากันตอนบ่ายครึ่งครับ ผมเข้าไปบ่ายยี่สิบคนนั่งต่อคิวกันอยู่ซักสิบคน บ่ายครึ่งปั๊บคนล้นห้องเลยครับทีนี้
ในขั้นตอนนี้เจ้าหน้าที่จะขอให้เรานั่งเรียงตามลำดับแล้วเขาจะให้เราเดินแถวไปติดต่อ (ดูแปลกๆชอบกล แต่คนมันเยอะน่ะครับ) เราก็ยื่นใบชมพูของเราแล้วเขาก็จะเอาเอกสารของเราออกมาให้ ในกรณีที่เอกสารไม่ผ่านเจ้าหน้าที่จะคืนเอกสารให้พร้อมจดหมายอธิบายว่าทำไมถึงไม่ได้ แต่ถ้าผ่านจะให้จดหมายและแบบฟอร์มสำหรับตรวจร่างกายมาพร้อมสำเนาpassport ในจดหมายนั้นจะระบุนายแพทย์และสถานพยาบาลที่เราจะต้องไปเพื่อการตรวจร่างกาย
ไปตรวจร่างกาย (กับนายแพทย์ที่ระบุไว้)
ครับ ได้ยินถูกแล้วครับ เขาจะระบุนายแพทย์และสถานพยาบาลที่เราต้องไปตรวจครับผม ซึ่งของ study permit สามารถตรวจได้สี่ที่คือ
นพ. Peter Comer
Bangkok Nursing Home ถนนคอนแวนต์(เป็นถนนเชื่อมระหว่างสาทรกับสีลมครับ สามารถหาดูได้บน Google Map) กทม.
นพ. Kanwar Singh
Bangkok General Hospital (โรงพยาบาลกรุงเทพ) ซ.ศูนย์วิจัย7 ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ กทม.
นพ. ฟิลิปป์ พลางกูร
P.S.E. Clinic ถนนเรศ ย่านสุรวงศ์ กทม.
นพ. จรัส และ พญ. วรรณจันทร์ พิมพ์พิไล
คลินิควรรณจันทร์-จรัส 82/1 ถ.ชัยภูมิ (ตรงข้ามตลาดสมเพชร) เชียงใหม่
เนื่องจากผมไม่ได้คิดจะบินไปเชียงใหม่ และโดยส่วนตัวผมอยากจะตรวจโรงพยาบาลมากกว่าเพราะอุปกรณ์เขาน่าจะครบครันกว่า ผมเลยตัดตัวเลือกที่สามและสี่ออกไป คราวนี้ก็เหลือ BNH กับรพ.กรุงเทพ สืบๆดูตามเวปบอร์ดเห็นคนอ้างอิงว่ารพ.กรุงเทพค่าใช้จ่ายต่ำกว่า (ถ้าลองเข้าเวปของทั้งรพ.กรุงเทพและBNHแล้วลองดูค่าห้องพัก จะรู้สึกว่าข้อมูลในเวปบอร์ดนั้นน่าจะเชื่อถือได้มากทีเดียวครับ) ผมก็เลยตัดสินใจไปตรวจที่รพ.กรุงเทพ
ระหว่างที่หาข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตผมก็ไปเจอเข้ากับเวปบริการตรวจร่างกายทำวีซ่าของรพ.กรุงเทพ ผมแนะนำว่าคนที่จะไปตรวจที่นี่ลองอ่านดูหน่อยแล้วกันนะครับ
http://www.bangkokhospital.com/tha/HealthyCheckingVISA.aspx
สิ่งที่ต้องเอาไปด้วยสำหรับรพ.กรุงเทพ (เพราะผมทราบอยู่ที่เดียว) คือเอาเอกสารชุดที่ได้มาจากสถานทูตโดยไม่ต้องดึงอะไรออก กับรูปถ่าย 2 ใบ (ก็ชุดเดียวกับที่ใช้ทำวีซ่าแหละครับสำหรับของผม) และก่อนไปก็โทรศัพท์เข้าไปนัดหมายล่วงหน้าที่ เบอร์ 1719 อย่างน้อยก็เพื่อให้แน่ใจว่าคุณหมอเข้าเวรในวันที่เราจะไป แม้ว่าบนเวป.ของโรงพยาบาลจะมีเวลาเข้าเวรของคุณหมออยู่ แต่อย่าลืมว่าอาจมีเหตุลากิจ ไปประชุม หรืออะไรทำนองนั้นได้นะครับ
ตอนที่ผมพูดคุยกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล เขาขอนัดเป็นตอนเช้า 9 โมงครับด้วยเหตุผลว่าการตรวจร่างกายสำหรับวีซ่าแคนาดานั้นใช้เวลานานพอสมควร แต่ส่วนที่ดีคือไม่ต้องอดอาหารไปครับ
การไปโรงพยาบาลกรุงเทพก็ค่อนข้างง่ายสำหรับผมเพราะใช้แค่เส้นเพชรบุรีต่อเพชรบุรีตัดใหม่วิ่งตรงไปเรื่อยๆก็ถึงแล้ว ตัวโรงพยาบาลจะอยู่ในซ.เพชรบุรี 47 ปากซอยเป็นศูนย์การแพทย์ใหม่ของโรงพยาบาลกรุงเทพดังนั้นลงรถเมล์ได้ง่ายไม่หลงป้ายแน่นอน
ที่ๆเราจะไปตรวจคือแผนกการให้บริการทางการแพทย์นานาชาติในอาคารโรงพยาบาลวัฒโนสถ ที่นั่นเขาจะมีเอกสารอื่นๆที่เราต้องกรอกเพิ่มเติมสำหรับการตรวจแต่ละอย่าง กรอกประวัติการเจ็บป่วย เอกสารเหล่านี้จะถูกส่งไปที่ศูนย์บริการการแพทย์ของสำนักข้าหลวงใหญ่แคนาดาที่สิงคโปร์ (ถ้าผมแปลไม่ผิดนะครับ) นอกจากนี้จะ student pilot form อีกหนึ่งฉบับซึ่งส่งไปสถานทูตแคนาดาในไทยภายในวันนั้น
เสร็จสรรพผมใช้เวลาอยู่ที่รพ.กรุงเทพประมาณสองชั่วโมงก็เรียบร้อย ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 3,095 บาท
ที่นี่ก็รอผล รอบ 2
ต่อไปก็เป็นขั้นตอนการรอที่แสนทรมานแล้วล่ะครับ จริงๆถ้าผลตรวจร่างกายไม่มีปัญหาก็ไม่มีอะไรน่าห่วงครับ รอซักสัปดาห์เขาจะโทรศัพท์มาแจ้งเราว่าvisaเสร็จแล้วให้เข้ามารับที่สถานกงสุลช่วงบ่าย ผมบังเอิญแจ็กพอตเขาโทร.มาวันศุกร์เที่ยงซึ่งตอนบ่ายวันศุกร์สถานทูตจะปิด ดังนั้นก็เลยต้องรอไปถึงวันจันทร์ แต่อย่างน้อยก็รู้แล้วล่ะครับว่าได้ชัวร์ไม่มีปัญหา
เอกสารที่ได้
เอกสารที่เขาให้เรามาจะเป็น entry visa กับจดหมายหนึ่งฉบับซึ่งเราจะต้องยื่นตอนเข้าประเทศพร้อมเอกสารต่อไปนี้ครับ
-จดหมายตอบรับจากมหาวิทยาลัย(ตัวจริง)
-หลักฐานทางการเงิน ในกรณีของผมก็คือจดหมายทุน (ตัวจริง)
ประมาณว่า ที่เราได้มายังไม่ใช่ study permit ตัวจริง ตัวจริงเราจะได้เมื่อเดินทางถึงแคนาดาแล้วยื่นเอกสารเหล่านี้ให้เจ้าหน้าที่เขา ดังนั้นเอกสารข้างต้นต้องอยู่ติดตัวตอนที่เราเข้าประเทศนะครับ