Apr
20
2009
status update : ว่าด้วยชีวิตเมื่อวานและชีวิตวันนี้
Author: akira7ไม่ได้อัพอะไรในบล็อกนานมากก จนผมต้องสารภาพว่าไม่รู้ว่าจะเริ่มเล่าตรงไหน เพราะมันมีเรื่องเยอะ ทั้งที่ต้องทำ ทั้งที่ต้องคิด มีทัศนะคติที่เปลี่ยน และความรู้ใหม่ๆเกี่ยวกับเรื่องต่างๆอีกเยอะ
ผมจะพยายามเล่าเรื่องตามลำดับเวลาแล้วกันนะครับ
กุมภาพันธุ์ 2552 : ปั่นโปรเจ็กเวอร์ชั่นหางจุกตูด
กำหนดส่งใกล้เข้ามาทุกขณะ ข้อสอบปลายภาคคืบคลานมาค้ำคอ ผมยอมรับว่าชีวิตตัวเองยุ่งมากครับ งานชนงานตลอด พักหายใจได้สองฟืดก็ เอ้า ทำงานต่อ (ครับ ผมยังพยายามจะมีจังหวะพักกับเขาบ้าง)
มาเริ่มปลอดโปร่งเมื่อสอบปลายภาคเสร็จ ก็เหลือเพียงโปรเจ็กที่แม้จะทำได้น้อยนิดกว่าที่คิดไว้ตอนแรกมากนัก ก็ต้องทำต่อให้มากที่สุดเท่าที่มากได้
ท้ายที่สุดผลสรุปได้มั้ย ไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ยังมีผล ใช้อะไรต่อได้มั้ย ไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ยังได้ทำ
มันสำคัญอยู่ตรงนั้นแหละครับ ” อย่างน้อยก็ยังได้ทำ “
ความสำคัญของการได้ลงมือทำชัดเจนมากในช่วงเวลานั้น อาจจะเพราะผมโดนกระหน่ำทุกทิศทาง จากทั้งงานโปรเจ็กที่เดินอย่างเชื่องช้าด้วยความละล้าละลังและสมาธิที่ไม่ค่อยดีนักของผม จากอาจารย์หลายท่านที่ตักเตือนด้วยความเป็นห่วง ทั้งในภาพรวมร่วมกับเพื่อนๆน้องๆของผมหลายคน และเรื่องเล็กๆกระทบใจผมอีกหลายเรื่อง
ผมทำงานได้ช้า เพราะผมต้องทำสิ่งที่ตัวเองไม่เคยลองทำ และมันต้องใช้เวลาเรียนรู้มาก ผมละล้าละลังเพราะความเชื่องช้าทำให้ผมกลัวว่าตัวเองมาผิดทาง
แต่ ณ ท้ายที่สุดก็ต้องบอกว่า ” ผิดทางแล้วไง “ สิ่งที่การทำโปรเจ็กสอนผมคือ ไม่มีอะไรสำคัญเท่าการได้ลงมือทำ ผมแก้ไขโปรเจ็กและทิศทางของมันอยู่หลายรอบ ภาพรวมไม่ได้เปลี่ยนไปมากหรอกครับ แต่ใจคนทำเปลี่ยนไปเยอะ
และสิ่งที่ผมรู้สึกต่อมาคือ ” จะเรียนต่อไปอีกทำไมวะ “
ไม่ได้หมายความว่าไม่ไปเรียนโทเรียนเอก แต่หมายความว่า การเรียนแบบนั่งห้องท่องตำรานั้นไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว
ผมเคยกลัวการไปเรียนป.เอกโดยตรงเพราะผมรู้สึกว่าความรู้ผมไม่พอ ความจริงคือ มันไม่มีวันพอหรอก เมื่อคุณลงมือทำเท่านั้นคุณจึงรู้ว่าอะไรที่ไม่พอ การพยายามคาดล่วงหน้านั้นใช้ได้เมื่อคุณเก่งและมีประสบการณ์เพียงพอ ไม่มีทางที่คุณจะรู้ทุกสิ่งที่จำเป็นได้ แต่ก็เอาเท่าที่รู้นี่แหละไป อะไรต้องเพิ่มค่อยเก็บตกเอารายทาง
ไม่อย่างนั้นมันไม่มีวันไปได้หรอกครับ เพราะคุณไม่มีทางดีพอหรอก ถ้าคุณคิดว่าตัวเองไม่ดีพอ
ตอนทำโปรเจ็กจบเรียบร้อยออกมา ผมเปลี่ยนใจไม่อยากเรียนป.โทแล้วครับ ผมกะกบดานหนึ่งปีเรียนป.เอกมันเลยแล้วกัน!!
มีนาคม 2552 : เรื่องไม่คาดคิดและทางผิดที่คาดไม่ถึง
ต้องเล่าย้อนไปเมื่อมกราคมก่อน ตอนนั้นผมสมัครเรียนป.โทที่ University of Calgary ไป เป็นหลักสูตรแบบ course-based ว่าง่ายๆคือนั่งห้องท่องตำรานั่นแหละ
ตอนนั้นผมไม่รู้ว่านี่คือความผิดพลาด ผมสังหรณ์ใจตะหงิดๆ แต่ไม่นึกว่ามันจะพาเรื่องปวดหัวมาให้ผมขนาดนี้
ข้อหนึ่ง ผมติด
ข้อหนึ่งจุดหนึ่ง ผมติดแต่เขาไม่มีเงินสนับสนุนให้สำหรับนักเรียนนั่งห้องท่องตำรา
ทำไมน่ะเหรอครับ เงินสนับสนุนที่เขาให้มันพ่วงความรับผิดชอบของTeacher Assistance และ Research Assistance น่ะสิครับ
ดังนั้นได้พวกหนอนหนังสือ ไม่มีเงินให้ แทบไม่มีสิทธิ์ได้ TA นั่นหมายความว่าคุณต้องออกเงินเองทั้งหมด ซึ่งสำหรับกรณีของผม นั่นเป็นไปไม่ได้
ไม่เพียงเท่านั้น ผมได้เรียนรู้หลังจากนั้นว่าการสมัคร Course-Based สำหรับมหาวิทยาลัยต่างประเทศนั้น มีความหมายว่า ” ไม่จริงจัง “ ด้วย คือคุณแค่มาโฉบ มาลอย ไม่ได้ซีเรียสกับการทำงานในสายนี้อย่างแท้จริง ดังนั้นทางมหาวิทยาลัยหรือคณะก็ไม่ได้จำเป็นต้องแยแสคุณมากนักด้วย
นั่นคือเหตุที่course-based ไม่มีทุน หางานลงลำบาก และแทบไร้การสนับสนุน รวมทั้งไม่มีน้ำหนักในใบสมัครป.เอกเสียด้วย
พลาดนี้ใหญ่หลวงนักผมจึงต้องรีบกลับลำพยายามคุยกับเขาท้ายที่สุดเลยลงเอยที่ข้อสรุปว่า…
ข้อสอง ผมขอเปลี่ยนสมัครเข้า thesis-based คือแปลงร่างด่วนเป็นพวกหนูก้นแล็ปกลางลำ
สำหรับเด็กไทยอย่างเราๆที่เคยชินกับขั้นตอนการสมัครเรียนมันเพ่ะๆแบบระบบราชการมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เอกสารไม่ครบก็สมัครกันไม่ได้ เราแทบนึกไม่ออกว่าเราสามารถเจรจาต่อรองได้ขนาดนี้
แต่ทำได้ครับ เขายอม ผมเพียงแค่ต้องกรอกใบสมัครเพิ่มอีกจำนวนหนึ่งเป็นคำถามสำหรับพวกที่จะเรียนแบบ Thesis-based หรือพูดง่ายๆคือพวกที่ต้องทำโปรเจ็กจบ(อีกแล้ว)นั่นเอง
พวกนี้ต้องไปช่วยงานตามห้องวิจัย ช่วยงานสอนของอาจารย์ ว่าง่ายๆคือเราไปเป็นลูกจ้างชั่วคราวของเขา(ที่ต้องจ่ายตังค์ให้เขาด้วย) นั่นเองครับ
สำหรับพวกที่ทำแบบนี้มีเงินสนับสนุนให้ อย่างน้อยก็พอสำหรับค่าเทอม ขาดเหลือประการใดก็ดิ้นรนเอา
สำหรับคนที่ไม่ได้เก่งเลิศเลอฟ้าประทานขนาด Subject test ได้ Percentile ที่สูงติดเพดาน แค่นี้ก็ไฮโซไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว
แต่ก็ไม่ใช่ว่ามันไม่นำพาเรื่องปวดใจมา
ข้อสาม การสมัคร Thesis-based มีความเสี่ยง
เนื่องจากเขาเอาเราไปทำงาน เขาก็ต้องมั่นใจว่ามีตำแหน่งงานให้ นั่นคือเราต้องมีห้องวิจัยอยู่อาศัยและมีอาจารย์ที่ปรึกษาชัดเจนแต่เริ่มแรก
สำหรับผมค่อนข้างลุ้นพอตัวทีเดียว เพราะอาจารย์ที่ผมสนใจอยู่สามท่าน ให้ความสนใจผมอยู่หนึ่งท่าน และมีอาจารย์ที่อยู่ในสายที่ใกล้เคียงแสดงความสนใจกว่าอีกหนึ่งท่าน
ผมต้องเขียนจดหมายยาวเหยียดไปหาอาจารย์ทั้งสองท่านแบบหวั่นเกรงว่าถ้าผมออกหน้าปฏิเสธคนหนึ่งแล้วอีกคนดันไม่รับผมด้วย ผมจะพาลไม่ได้เข้าเรียนเอานะนั่น
แต่ยังไงผมก็ต้องบอกเจตจำนงของผม คือถ้าผมตอแหลเอาทางง่ายไปก่อน สิ่งที่น่ากลัวจริงๆคือผมต้องทนเรียนเรื่องที่มันไม่ใช่ อาจจะไม่ใช่แค่2 ปีสำหรับปริญญาโทและ 5 ปีขึ้นไปถึงปริญญาเอก
ผมลงเดิมพัน และ อาจารย์ที่ผมสนใจจะทำงานด้วยคนนั้น(แต่มีแนวโน้มจะรับผมน้อยกว่า) ก็ตกปากรับคำว่าจะรับผมเข้าแล็ป
งานนี้ไม่ใช่ส้มครับ ทุเรียนหล่นเลยล่ะเนี่ย
แต่ดีใจตอนนี้อาจจะยังเร็วไปนิดเพราะเรื่องอย่างเป็นทางการยังไม่เรียบร้อยครับ หมายถึงกระบวนการบรรจุผมเป็นนักศึกษายังไม่จบสิ้น ผมจึงต้องรอการติดต่อจากทางมหาวิทยาลัยเขาอีกทีอยู่ดี
แต่ก็รู้สึกว่ายังไงก็คงเรียกว่า ติด ได้แล้วมั้ง