The GRE Subject Test Advenger : part 2
Posted by akira7 on December 15th, 2008อันนี้เป็นโพสต์ที่สองใน series GRE Subject test Advenger ที่มันไม่ค่อยจะ Advenger เท่าไหร่หรอกครับ ตอนนี้ยังใจตุ๊มๆต่อมๆรอคะแนนส่งมาอยู่
ตอนแรกอ่านได้ที่นี่ครับ => part1
ว่าด้วยข้อสอบและคะแนนสอบ
ข้อสอบที่ใช้สอบเป็น ปรนัย 100 ข้อ เวลาทำ 2 ชม. 50 นาที พูดง่ายๆคือข้อสอบ subject test เป็นข้อสอบความเร็ว การเตรียมตัวจึงต้องเตรียมความเร็วไปด้วย
จริงๆถ้าถามผม ตัวข้อสอบนั้นไม่ถึงกับยาก แต่หลอกเยอะ และอาศัยความชำนาญในแนวข้อสอบพอสมควร ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ให้ลองหาดูว่ามีใครปล่อยข้อสอบย้อนหลังบนอินเตอร์เน็ตบ้างจะช่วยได้มาก เพื่อนผมหาออกมาออกมาได้สี่ฉบับจากที่ไหนผมก็ไม่ทราบแน่ชัด แม้จะไม่เหมือนปีปัจจุบันเสียทีเดียวแต่อย่างน้อยที่สุดก็มีอะไรให้เราลองมือและฝึกฝนเทคนิคให้ชำนาญ
แต่ให้ทำใจนะครับ ว่ามันจะพอดีมากๆ ให้ทำใจไว้ว่าจะทำไม่ได้ทุกข้อหรอก ในหนึ่งร้อยข้อนั้นจะต้องมีส่วนที่ใช้ความรู้ที่บังเอิญจำไม่ได้ หรือไม่เคยเรียน ผมเองก็มีข้อที่อ่านแล้วข้ามเลยอยู่จำนวนหนึ่ง
ห้ามมั่วนะครับ เพราะเขาจะตัดคะแนนข้อที่ผิดด้วย
โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง การนับคะแนนดิบของ GRE subject test คือเราจำนวนข้อถูก ลบด้วยหนึ่งในสี่ของจำนวนข้อที่ทำผิด จากนั้นจะนำไปคิดเป็นเปอร์เซ็นไทล์เพื่อรายงานกลับมาให้เรา
เปอร์เซ็นไทล์ (หรือที่เพื่อนผมเรียกว่าเปอร์เซ็นตาย) ที่ว่านี้เป็นค่าทางสถิติที่บอกเราว่าจากผู้สอบทั้งหมดคะแนนของเราอยู่ที่ลำดับที่เท่าไหร่โดยคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ให้ ถ้าสมมติผมได้ เปอร์เซ็นไทล์ที่ 50 ก็แปลว่าคนราวครึ่งหนึ่งของที่ไปสอบได้คะแนนมากกว่าผม อีกครึ่งได้น้อยกว่าผม ดังนั้นผลคะแนนจึงไม่ได้ขึ้นกับว่าเราทำได้ดีแค่ไหน แต่ขึ้นกับว่าคนที่เหลือทำได้ดีแค่ไหนด้วย อันนี้ก็จะพาให้ปวดหัวปวดใจซักหน่อยเพราะมันเดาได้ลำบากว่าเราจะได้ซักเท่าไหร่ จะดีพอหรือเปล่า
ดังนั้นถ้าถามผม เป้าหมายโดยรวมคือทำให้ได้มากข้อที่สุดที่ทำได้โดยให้พลาดน้อยที่สุดที่เป็นไปได้
ราวกับว่ามันทำง่ายมากเลยเนอะ
ส่วนว่าควรจะได้ซักเท่าไหร่ อันนี้ผมก็ไม่ทราบ รู้แต่ว่ายิ่งสูงยิ่งดี เพราะแปลว่าเราน่าจะเก่งกว่าคนจำนวนมากในสาขาของเรา แต่มันก็บอกได้แค่น่าจะเท่านั้นแหละครับ เพราะเอาเข้าจริงแล้วคนที่ได้คะแนนต่ำอาจจะเกิดจากการที่เขาทำข้อสอบความเร็วไม่เก่งก็ได้ ไม่ใช่ว่าเขาไม่เก่ง และหลายมหาวิทยาลัยก็ทราบเรื่องนี้ดี บางที่จึงไม่มีการกำหนดคะแนนขั้นต่ำของ GRE subject ในการสมัครแต่จะขอพิจารณาเป็นรายคนไป
ดังนั้นถ้าได้ออกมากลางๆ ผมว่าก็ยังไม่น่ากังวลมาก แต่ถ้าต่ำๆ อาจจะต้องกลับมาคิดนิดหนึ่งว่าเพราะอะไร เพราะถ้าคะแนนมันต่ำมาก ทางมหาวิทยาลัยก็อาจต้องนึกสงสัยในความสามารถของเรา
อ้อ ลืมบอกไปครับ GRE subject จะรายงานคะแนนทั้งหมดที่เราเคยสอบย้อนหลังด้วยนะครับ ส่วนวิธีการพิจารณาของทางมหาวิทยาลัยอาจจะมีเกณฑ์ที่ต่างกันไป บางที่สนใจคะแนนต่ำที่สุดที่เราได้ บางที่ดูที่สูงที่สุด บางที่เพื่อความยุติธรรมจะดูคะแนนเฉลี่ยของเรา
ดังนั้นเพื่อตัดปัญหาว่าเขาจะเอาแบบไหนแน่ ผมแนะนำให้สอบเพื่อใช้เท่านั้น ไม่ต้องไปสอบเผื่อ(มันแพงด้วยเถอะ) และถ้าทำได้ก็สอบให้ได้คะแนนสูงๆในครั้งเดียวไปเลย เราจะได้ไม่ต้องปวดหัวนั่งลุ้นว่าเขาจะดูคะแนนตัวไหน
แต่เป็นวิธีที่เพิ่มความเครียดให้ตัวเองมากครับ เพราะเท่ากับว่าต้องทำให้ได้ในครั้งเดียว เหมือนการสอบเอ็นท์สมัยก่อนนู่น
แค่อันนี้ค่าสอบมันแพงกว่าเยอะเลยเครียดมากเท่านั้นแหละครับ
เหตุการณ์เมื่อวันสอบ
ผมต้องรับสารภาพว่าผมไม่รู้สึกว่าตัวเองเต็มร้อยเลยตอนที่ไป อาจจะเพราะว่าหลังจากทำข้อสอบย้อนหลังแล้วผมได้ราวๆเปอร์เซ็นไทล์ที่ 50 เป็นส่วนใหญ่ เป็นมนุษย์ที่ค่าเฉลี่ยมากๆ อาจจะยกเว้นของปีหนึ่งที่ไม่ทราบเหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นแต่คะแนนเกิดต่ำมากแต่ผมทำได้จำนวนข้อประมาณเดิมได้เปอร์เซ็นไทล์ที่ 78 ซะอย่างนั้นเลย
แต่ถึงจิตตกจิตหลุดปานไหน ผมก็ตั้งใจว่า เอาวะ ลองดีที่สุดที่เรามีนี่แหละ เราคงไม่พร้อมไปมากกว่านี้แล้วล่ะ
สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกดีเกี่ยวกับวันนั้น คือใจผมค่อนข้างสงบ ความตื่นเต้นและความกลัวคือศัตรูสำคัญที่สุดของการทำข้อสอบความเร็วดังนั้นจึงดีมากที่มันไม่อยู่ที่นั่นในวันนั้น ผมแค่จะทำให้ดีที่สุดและความสนใจของผมทั้งหมดก็อยู่แค่นั้น
การสอบนี้จะต่างจากตอนTOEFLซึ่งไม่ต้องเอาอะไรไป คราวนี้เราต้องเอาดินสอ HB เข้าไปฝนข้อสอบ ผมแนะนำว่าเอาอันที่มียี่ห้อนิดนึงนะครับ เพราะเปรียบเทียบจากดินสอสำรองของศูนย์สอบที่ผมยืมมาซึ่งเป็นของFiberCastel ผมพบว่าความเข้มมันต่างกันมากอยู่ และถ้ามันเข้มไม่พอก็อาจจะไม่ขึ้นในเครื่อง ดังนั้นก็ลงทุนเรื่องดินสอหน่อยนะครับอย่างขโมยน้องที่บ้านมาใช้(เหมือนผม)
เคล็ดลับเล็กน้อยที่เหมือนจะไม่เกี่ยวกันเลย
2 ชั่วโมง 50 นาที ผมใช้เวลาค่อนข้างเป๊ะ เพราะแอบใจลอยตอนกลางข้อสอบเล็กน้อยก็เลยช้า เป็นข้อผิดพลาดอย่างหนึ่งซึ่งไม่ควรให้เกิดขึ้นจะดีมาก ผมคิดว่าตอนนั้นคงชิวมากไปหน่อย ประกอบกับว่ามันมาครึ่งค่อนทางแล้วสมองจะล้าลงบ้าง
บางคนอาจจะคิดว่าอาการล้าของสมองเกิดจากการที่เราไม่เตรียมฟิตซ้อมทำข้อสอบมาเพียงพอเลยทำข้อสอบจำนวนมากๆไม่ได้ ผมพบว่ามันเป็นความคิดที่ผิด การทำสอบๆมากๆก่อนสอบจะให้ผลตรงกันข้ามคือคุณจะล้าจะก่อนถึงเวลาจริงซึ่งแย่กว่า ถ้าอยากให้สมองคงทนมีอีกวิธีซึ่งอาจดูไม่เกี่ยวกันเลย
คือออกกำลังกายครับ
เชื่อหรือไม่ก็ตามเมื่อร่างกายเราแข็งแรง สมองเราจะแข็งแรงด้วย และโดยรวมเราจะใช้ความคิดได้ดีกว่าตอนที่เรามุ่งให้ความสำคัญที่การฝึกความคิดเพียงอย่างเดียว
ดังนั้นถ้าใครมีน้องมีลูกมีหลานที่กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย กรุณาอย่าให้เขาติวอย่างเดียว ให้เขาได้ออกกำลังและพักผ่อนให้เพียงพอด้วยถึงจะเป็นการเตรียมพร้อมที่ครบถ้วน
แต่เชื่อผมเถอะครับว่าเด็กม.ปลายไม่เชื่อเราหรอก เขายังอยู่ในวัยที่ร่างกายแข็งแรงมากและเหมือนจะสั่งได้ดังใจเลย อยากโหมอ่านหนังสืออยากทำงานถึงกี่โมงกี่ยามข้ามวันข้ามคืนยังทำได้ หลายคนทำได้จนจบมหาวิทยาลัย แต่ถ้าร่างกายถูกโหมใช้มากๆเข้า วันหนึ่งมันจะย้อนกลับมาเล่นงานตัวเราเองนะครับ
ที่ผมกล้ายืนยันเรื่องนี้ เพราะผมเป็นคนออกกำลังไม่ค่อยสม่ำเสมอ ทานอาหารไม่ค่อยดีนัก คือโดยรวมผมดูแลตัวเองได้ไม่ดีเอาซะเลย และเมื่ออยู่ปีสามมันเริ่มส่งผลต่อความอดทนของผมอย่างเห็นได้ชัด และมันขึ้นๆลงๆขึ้นกับว่าผมใส่ใจกับการออกกำลังและอาหารของตัวเองหรือไม่
กลายเป็นว่าผมต้องควบคุมสัดส่วนอาหารที่ทาน และเริ่มมองหาการออกกำลังที่ตัวเองจะอยากทำ เพราะผมเป็นคนขี้เกียจแถมยังมีปัญหาทางร่างกายทำให้ออกกำลังหนักๆบางอย่างไม่ได้ และถ้าผมยุ่งผมก็มักจะหมกมุ่นกับที่ตัวเองทำอยู่และลืมดูแลตัวเองเป็นพักๆ
ผลหรือครับ ผมเป็นโรคกระเพาะเรื้อรัง ปวดหลังบ้างจากการนั่งหน้าคอมพิวเตอร์นานๆ และที่แน่ๆคือผมใช้เวลามากในการทำงานที่ควรใช้เวลานิดเดียว
มันไม่ได้ขึ้นกับความคิดอย่างเดียวหรอกครับ
มันเป็นร่างกายด้วย
ว่าด้วยผลสอบ
ยังมาไม่ถึงเลยครับเนี่ย
เขาบอกว่าไม่เกิน หกสัปดาห์ แต่ผลจริงๆ 3 สัปดาห์ก็ออกแล้ว ตอนนี้ก็ได้แต่นั่งรอด้วยใจระทึกครับ หวังว่ามันคงไม่น่าเกลียด เพราะการสอบอันนี้สำคัญเยี่ยงชีพต่อการเรียนต่อน่ะครับ
แล้วถ้ามันห่วยจะทำยังไง
นั่นสิ แล้วถ้าคะแนนมันน่าเกลียดขนาดนั้นผมจะทำยังไงกับชีวิตของตัวเองดี
ก็คงพยายามดูน่ะครับว่าจะมีที่ไหนรบหรือเปล่า เพราะจริงๆส่วนสำคัญที่สุดคืองานที่เราเคยทำไปก่อนหน้านั้น ยังไงเสียเขาก็ให้ความสำคัญกับคนที่ทำงานเป็นมากกว่าคนที่ได้คะแนนสูงๆอยู่แล้ว
แต่ปัญหาคือ เราทำงานได้จริงหรือเปล่า และเรามีอะไรไปแสดงว่าเราทำงานได้หรือเปล่า อันนี้คงต้องหันไปมองprojectสุดที่รักอีกทีว่าถ้าผมทำให้มันออกมาดีได้ก็คงพอจะเอาอะไรไปให้เขาดูได้บ้างล่ะน้า
ชีวิตไม่สิ้นก็ดิ้นกันไปครับ
แด่พี่น้องร่วมความฝัน สู้ต่อไปนะคร้าบ
ปล. ผมไปสืบสนามสอบอีกสนามมาแล้ว รู้สึกว่าจะเป็นโรงเรียนนานาชาติแถวปากเกร็ดครับ ใครทราบรายละเอียดของที่นี่ รบกวนลงด้วยก็ดีนะครับ
Recent Comments