เชื่อมั้ยครับว่า 7 วันก่อนผมเดินเข้าห้องสอบ ผมยังไม่รู้จักคำว่า Adaptive Test เลย เป็นเพื่อนผมคนหนึ่งที่ถามขึ้น เราก็ตอบว่าไม่รู้ดิ เขาก็ เฮ้ย จะสอบแล้วนะ
ผมมาเปิดหนังสืออ่านหลังจากนั้นสามสิบนาทีจึงได้รู้ครับ Adaptive Test คือข้อสอบแบบปรับเปลี่ยนตามผู้สอบแบบrealtime โดยคำนวณจากคำตอบของเราในข้อก่อนหน้านี้
ในการสอบ พอเราเปิดโปรแกรมเข้าสู่การสอบปั๊บ software จะตั้งคะแนนให้เราไว้ก่อนแล้วครับอยู่ที่ค่าเฉลี่ยกลางๆราว400แถวๆนั้น คิดว่าเป็นค่าlevelแบบเวลาเราเล่นเกมก็ได้ครับ และคำถามก็จะออกแบบมาให้เหมาะสมกับlevel ของผู้สอบ เช่นถ้าคุณlevel 600 เขาก็จะเอาคำถามสำหรับ up-level ของ level 600 มาให้ ตอบได้ก็ได้ up-level แต่ถ้าคุณตอบผิด software จะคิดว่าคุณมัน 600 ไม่จริงนี่หว่า แล้วก็ down-level คุณลงไป
แต่จะupหรือdownมากขนาดไหน เขาบอกว่าขึ้นกับเป็นช่วงไหนของการสอบ ช่วงแรกของข้อสอบlevelของคุณจะพุ่งขึ้นพุ่งลงเร็วมาก แต่ช่วงหลังๆจะเป็นการปรับlevelแบบน้อยๆ เอาให้แน่ใจว่าคุณควรจะเป็น level 660 ดีหรือ670 ดี ดังนั้นเขาเลยบอกว่าจงทุ่มเทมันสมองมากที่สุดที่หนึ่งในสามส่วนแรกของข้อสอบ รองลงมาคืออีกหนึ่งในสามส่วนช่วงกลาง ส่วนสุดท้ายถ้ามีเวลาเหลือมากก็ตั้งใจทำไปดีๆ ถ้าไม่ค่อยมีเวลาแล้วก็เดาให้มันทันเวลา
ดังนั้นAdaptive test จึงเป็นข้อสอบที่ข้ามไม่ได้ การบริหารเวลาจึงต้องดีมากพอสมควร และบางครั้งเราต้องเลือกจะตัดใจอย่างรวดเร็วกับบางคำถามที่ไม่มีทางตอบได้ชัวร์
และผมเจอเยอะมากตอนทำข้อสอบ verbal
หลักๆของข้อสอบ verbal คือการสอบว่าคุณมีความคุ้นเคยกับคำศัพท์ดีขนาดไหน ที่ว่าดีนี่ ดีในมาตรฐานเจ้าของภาษานะครับ คือเข้าใจใช้ได้จำได้มีความหมายเป็นนามธรรมลอยไปลอยมาอยู่ในหัว
อันนี้ผมได้รับคำเตือนตั้งแต่แรกจากหลายคน รวมทั้งอาจารย์ของผม ว่าไม่ต้องซีเรียสมากหรอก เตรียมตัวไปก็เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ ผลที่ได้ไม่ได้ต่างจากการไม่เตรียมเท่าไหร่หรอก
คือทำไม่ได้อยู่ดีนั่นแหละ
และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆครับ
เขาจะสอบอยู่สาม-สี่แบบ ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้เพราะการสอบนี้เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา คือ
1. ความสัมพันธ์ระหว่างคำ ให้คู่ของคำศัพท์มา ถามว่าคู่ในปรนัยข้างล่างนี่มีอันไหนมีความสัมพันธ์เหมือนข้างบนบ้าง
2. คำตรงกันข้าม ที่ไม่ได้ข้ามกันจริงๆ แค่ความหมายฉีกจากกันมากที่สุด
3. เติมคำในช่องว่างคำให้เหมาะสม
4. อ่านสรุปความ อันนี้ผมทำได้เยอะสุดแล้วครับ เพราะที่เหลือน่ะเหรอ….
ให้คำอะไรมายังไม่รู้จักเลย!!
คนไปเรียนตั้งใจท่องศัพท์จะช่วยได้”บ้าง” แต่ก็ช่วยนะครับ เรามีศัพท์อยู่เยอะจะช่วยเรื่องการตัดchoice แต่ต้องระวังมากว่ามันกำลังถามความหมายไหน ถ้าเรารีบด่วนสรุปมากเกินไปอาจตีความมันผิดก็ได้
ผมยอมรับครับว่าเปิดตัวอย่างข้อสอบปั๊บผมยอมแพ้ทันที ทำแต่ Reading กับเติมคำอยู่สองอย่าง ส่วนเรื่องความสัมพันธ์กับคำตรงข้าม เดาได้ก็เดา รู้บ้างก็ตอบ ตอบไม่ได้ช่างมัน มั่ว บางข้อแค่กวาดสายตาผ่านเท่านั้นผมก็กดตอบเลย มันเสียเวลาครับ ขอเอาเวลาไปนั่งอ่านreading ที่แม้จะศัพท์ยากก็ยังจับใจความได้บ้างดีกว่า
แต่พึงระวังให้ดี อาจมีบางมหาวิทยาลัย บางคณะ บางสถาบันที่เขาอาจซีเรียสเรื่องพวกนี้ ถ้าเช็คแล้วก็เตรียมตัวตามความเหมาะสมครับ ถ้าต้องทุ่มก็ทุ่ม ของผมผมรู้ว่าชิวได้ถึงชิวนะครับ
ส่วน Qualitative อีกนัยคือ คณิตศาสตร์ชั้นมัธยม! อันนี้มัธยมจริงๆยืนยัน แต่นั่นก็อาจมีอันตรายนะครับถ้าเราดันลืมไปหมดแล้วหรืออะไรแบบนั้น
อันนี้ผมรู้ตัวดีว่าเอาตัวเองเป็นมาตรฐานไม่ได้เพราะผมเรียนสี่ปีนี่ใช้คณิตศาสตร์หนักหน่วงตลอดเวลา การไปรื้อคณิตศาสตร์มัธยมจึงเป็นการไปรื้อความจำว่าเคยคิดอย่างไร โจทย์แบบนี้ต้องใช้วิธีไหนให้เร็วเท่านั้น ผมเองไม่แน่ใจนักว่าสมมติสี่ปีไม่ได้แตะต้องคณิตศาสตร์เลยนี่เวลาเตรียมตัวควรเริ่มยังไง อันนี้ผมปล่อยปลายเปิดไว้แล้วกันนะครับ ใครอยากแชร์เรื่องนี้ เชิญที่คอมเมนท์ข้างล่างได้เลยนะครับ
จบเรื่องทฤษฎี มาถึงของจริง
รู้สึกดีครับที่ของจริงไม่ได้ต่างสภาพอะไรจากที่ผมอ่านในหนังสือเท่าไหร่ แต่คำเตือนก็คือข้อสอบของเขาจะปรับเปลี่ยนอยู่เรื่อยๆในแง่ของรูปแบบ ตอนที่ผมเข้าไปสอบก็มีการขอความร่วมมือทำข้อสอบตัวอย่างเพื่อเก็บเป็น database ด้วย ดังนั้นการเตรียมตัวต้องให้มั่นใจว่าเป็นข้อสอบของปีล่าสุดหรือปีใกล้ๆ ไม่อย่างนั้นก็จะฟิตเทคนิคไปฟรีไม่ได้ใช้
ความจริงนั่นอาจจะไม่ได้กระทบอะไรมากก็ได้ถ้า 1.คุณเก่งมากจนไม่ต้องใช้เทคนิค 2.คุณชิวมากจนไม่ได้แคร์มากนักว่ามันพลิกโผ แต่ผมเดาว่าพวกเราส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ทั้งสองจำพวกนี้
ถ้าถามว่ามันสำคัญอย่างไร มันสำคัญในเรื่องการบริหารเวลาครับ ว่าข้อสอบลักษณะนี้จะทำให้เร็วได้อย่าง แบบไหนให้ปล่อยไปเดาได้เลย หรือแบบไหนที่อดทนทำต่ออีกหน่อย ใช้เวลามาขึ้นก็ได้
ดังนั้นตอนซ้อมผมแนะนำให้จับเวลาทุกครั้ง ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพไหนจะพร้อมหรือไม่ เพราะเราจะได้สังเกตารใช้เวลาของตัวเองและจัดการได้ถูกในวันสอบจริง
ข่าวดีคือ….
เมื่อสอบเสร็จคุณจะได้รู้คะแนนส่วน Adaptive Test ทันที
เป็นรายงานอย่างไม่เป็นทางการแต่เป็นคะแนนจริง เพราะมันมาจากโปรแกรมที่คำนวณความสามารถของคุณเสร็จสรรพแล้ว จะซีดหรือไม่รู้กันตอนนั้น ถ้าต้องแก้ตัวก็เตรียมตัวได้เลยทันที
แต่ส่วนที่เป็น essay นี่จะมาพร้อมรายงานอย่างเป็นทางการ ว่ากันว่าคนได้มากจะได้กันที่ 2.5-3 เต็ม 6 คะแนน ดังนั้นได้ต่ำอย่าตกใจ อย่าลืมว่านี่ไว้ทดสอบเจ้าของภาษา เราได้ต่ำมันไม่แปลกเลยครับ
ทั้งสามส่วนจะรายงาน percentile ของเราเทียบกับผู้สอบทั่วโลกมาด้วย แต่ส่วนนั้นไม่ได้มีผลมากนักหรอกครับ แค่เอาไว้ดูให้เปรียบเทียบระดับของเรากับกลุ่มประชากรที่คงจะเรียนพร้อมกับเราก็เท่านั้นเอง
สอบเสร็จแล้วก็รออีกราวเดือนหนึ่งก็ได้ครับผลอย่างเป็นทางการแล้วครับ ผลนี้เราจะให้เขาพิมพ์คะแนน GRE subject มาด้วยก็ได้ จะอยู่บนใบเดียวกันเลย
ว่าแล้วก็ส่งผลไปยังมหาวิทยาลัยที่ต่างประเทศในทันใด
0 responses so far ↓
There are no comments yet...Kick things off by filling out the form below.