นี่ไม่ใช่ campaign ขาวใสเพื่อรักแท้ใน 7 วันแบบ pond flawless white แต่เป็น campaign เรียกคะแนน GRE ให้ได้โดยเตรียมตัวเดนตายภายใน 7 วัน
ไม่โฆษณาให้ทำตาม แต่บอกเล่าเพื่อเตือนว่าไม่ควรทำ !!
ดูเหมือนผมจะชอบทำเรื่องที่ตัวเองจะมาเสียใจนั่งบ่นทีหลังอยู่บ่อยครั้ง แต่ที่ผมบอกได้คือ ผมไม่ได้เสียใจอะไร เพราะนี่คือทั้งหมดที่ผมจะทำได้ภายใต้ข้อจำกัดเรื่องเวลาและภาระหน้าที่อื่นๆ ที่สำคัญคือคะแนน GRE general ไม่ได้มีผลต่อสาขาที่ผมจะเรียนต่อขนาดนั้น แต่ผมอยากย้ำว่า ห้ามใช้ข้ออ้างว่ามีคนทำตัวอย่างนี้แล้วรอดตายเพื่อจะได้ขี้เกียจเป็นอันขาด โดยเฉพาะคนที่คะแนนGRE general มีผลต่อการเข้าเรียนมากๆ มีเวลาเท่าไหร่เต็มที่ให้มันเท่านั้น เท่าที่คุณทำได้ แล้วได้ออกมาเท่าไหร่ก็เท่านั้น มันจะไม่มีเสียใจ
แล้วทำไมผมดันเล่นอะไรโลดโผนแบบนี้ อันนี้ต้องเล่าก่อนว่าสถานการณ์ของผมก่อนสอบเป็นยังไง
อย่างแรกคือ ผมสมัครสอบช้าเพราะรอตารางเรียนของตัวเอง ถึงจะปีสี่เทอมสอง แต่ผมก็มีวิชาที่ต้องเข้าเรียนอยู่หลายตัวที่ไม่บังควรจะโดดร่ม ผมเลยอยากสอบโดยสบายใจว่าผมไม่ต้องเล่นผาดโผนเพื่อให้ได้ไปสอบ
ผลคือกว่าจะได้สมัครสอบก็ปาไปเดือนพฤศจิกายน ซึ่งตอนนั้นวันสอบที่เร็วที่สุดที่หาได้คือ 2 มกราคม
ไวเท่าความคิด ผมก็ลงสอบวันนั้นไปโดยไม่สนใจทั้งสิ้นว่ามันจะเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่หรือเปล่า เพราะตอนนั้นเชื่ออย่างเดียวว่าน่าจะมีเวลาอ่านหนังสือบ้างเพราะการสอบมิดเทอมควรจะจบไปแล้ว
ย้ำว่าทั้งหมดที่เล่ามาเป็นสมมติฐานทั้งสิ้น ผมยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าผมจะสอบมิดเทอมเมื่อไหร่ สิ้นสุดเมื่อไหร่ สัมมนาที่ผมต้องนำเสนอความคืบหน้าโปรเจ็คเป็นวันไหน ผมจะติดไปทริปนอกสถานที่หรือเปล่า วันนั้นมันเร็วสุดที่หาได้แล้ว เอาวันนั้น!!
และผมก็พบว่าลำดับสมรภูมิท้านรกของผมเป็นดังนี้
1. กลางเดือนธันวาคมต้องสัมมนา
2. ถัดมาอีกราวหนึ่งสัปดาห์มีสอบวิชาแรก
3. ถัดไปอีกห้าวันมีสอบวิชาที่สอง
4. อีกหนึ่งสัปดาห์เป๊ะๆหลังจากนั้น ผมสอบ GRE general
เอาวะ มีตั้งอาทิตย์ เวลาขนาดนั้นก็เรียกว่าเยอะถมถืดแล้ว
แล้วผมก็ลืมมันไปเลย ผมกลับไปนั่งทำโปรเจ็ค นั่งเรียน เล่นเกม(ตามสมควร คนเราต้องคลายเครียดบ้าง) และจัดการงานให้ลุล่วงไปทีละอย่างๆ
และผมไม่ได้สนใจ GRE general เลยจนเสร็จสิ้นการสอบมิดเทอมของผม นั่นคือหนึ่งสัปดาห์ไม่ขาดไม่เกินก่อนที่ผมจะเดินเข้าห้องสอบ
ก่อนหน้านั้นผมรู้จัก GRE general เพียงแค่ว่ามันเป็นการสอบวัดผลมาตรฐานแบบหนึ่งซึ่งจะสอบสองวิชาหลักๆนั่นคือเลขกับภาษาอังกฤษ และกิตติศัพท์ของข้อสอบภาษาคือยากมหาศาล!!
ผมยังไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า Adaptive test ว่าหน้าตาเป็นยังไง หรือความยากง่ายของส่วนคณิตศาสตร์อยู่ระดับไหน จนหลังจากสอบผมเข้าห้องสมุดแล้วก็กวาดหนังสือเตรียมสอบ GRE general ออกมานั่งดู
แล้วตกลงข้อสอบมันเป็นยังไงนะ
ข้อสอบทั้งหมดของ GRE general จะมีสามส่วน คือ Analytic Writing, Qualitative(เลข) และ Verbal(ภาษาอังกฤษ) สำหรับโพสต์นี้ผมขอเล่าเรื่องของ Analytic Writing ก่อนก็แล้วกันนะครับ
Analytic Writing คือข้อสอบ essay นั่นแหละครับ แต่มันยากกว่า essay ของ TOEFL ตรงที่ว่ามันต้องเป็น academic essay ซึ่งจะมีข้อบังคับชวนสยองสำหรับคนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองว่า
1. ห้าม/ไม่ควร/ไม่พึง ใช้ศัพท์ซึ่งมีลักษณะเป็น phrasal นั่นคือประกอบด้วยคำมากกว่าหนึ่งคำ เช่น look up ที่แปลว่าค้นหา แต่คุณ ควร/พึงสามารถ หาศัพท์หรูหราหน้าตาประหลาดๆมาแทนคำธรรมดาสามัญพวกนั้นให้ได้ทุกคำ
2. ห้าม/ไม่ควร/ไม่พึง ใช้วิธีการเขียนที่เป็นกันเอง หรืออีกนัยหนึ่งคือ มีความเป็นทางการต่ำ คำบางคำที่ใช้ในชีวิตภาษาอังกฤษของพวกเราอย่าง really very และฯลฯ จะต้องถูกเปลี่ยนให้เป็นคำที่เป็นทางการกว่านี้ ถ้าใครได้อ่าน textbook บ่อยๆจะพอคุ้นเคยกับลักษณะการเขียนพวกนี้อยู่บ้าง เพียงแต่ว่า textbook บางเล่มก็อาจจะใช้สำนวนแบบกึ่งทางการกึ่งไม่เป็นทางการแล้วแต่ผู้เขียน
3. เป็น objective มากกว่า subjective แม้มันจะเป็นความคิดของเรา(I)แท้ๆก็ต้องเขียนให้มันเป็นเรื่องของมัน(it) และหลายครั้งก็ต้องใช้ภาษาวนอ้อมโลกเพื่อแสดงความคิดเห็นของตัวเราเอง
อันนี้ยังไม่นับเรื่องจิปาถะเล็กน้อยยิบๆย่อยๆอีกเพียบ แต่เคราะห์ดีก็คือ คนตรวจเขาไม่ได้มีเวลาดูละเอียดยิบกว่านี้อีกแล้วล่ะครับ เท่าที่ผมอ่านมาเขาว่ากันว่า คนที่ตรวจข้อสอบ essay เหล่านี้เป็นนักศึกษาปริญญาโท-เอกที่รับตรวจข้อสอบเป็นงาน part-time และเขามีโควต้าที่จะต้องทำให้ได้ภายในเวลาที่จำกัด เวลาเฉลี่ยในการอ่านessayอยู่ที่ฉบับละ 2-3 นาทีเท่านั้น ดังนั้น first impression จึงเป็นทุกอย่าง และ 3 ข้อข้างต้นคือสิ่งที่ผมรู้สึกว่าเป็น first impression ของ academic essay จากที่ผมเคยเรียนมา
.
ในการสอบเราจะเขียน 2 essay ซึ่งอันแรกจะเป็นการแสดงความคิดเห็นต่อข้อความที่เขายกมาซึ่งจะมีมา 2 หัวข้อให้เลือก เมื่อเลือกแล้วเราก็ต้องแสดงความคิดเห็นว่าเราอาจเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับข้อความนั้นและให้เหตุผลประกอบ ซึ่งอันนี้ความคิดความเห็นเหตุผลจะเป็นของเราเองเสียเยอะเลยให้เวลามา 45 นาที
essay ต่อมาที่ต้องเขียนจะเป็นเรื่องของ Argument (ผมจะแปลไทยคำนี้ว่าอะไรดี) เขาจะมีความเห็นของตัวละครตัวหนึ่งต่อเหตุการณ์สมมติมาให้เรา ในนั้นก็จะมีเหตุผลของตัวละครตัวนั้นเพื่อสนับสนุนแนวคิดนั้นเสร็จสรรพ ที่เราต้องทำคือเขียนว่าเราเห็นด้วยกับเขาหรือไม่ และให้เหตุผลของเราเพื่อสนับสนุนหรือคัดค้านเหตุผลของเขา คือความคิดหลักๆเขาจะให้เรามาแล้วเราแค่ต้องสนับสนุนหรือคัดค้านความคิดเหล่านั้นด้วยเหตุผลของเราเท่านั้น เวลาเลยน้อยลงเหลือ 30 นาที
.
วิธีการเตรียมตัวที่ได้รับคำแนะนำมาก็ ฝึกครับ part นี้ต้องหัดเขียน และ ETS ก็แสนจะใจดีที่โชว์ข้อสอบทั้งหมดที่เขาจะสุ่มขึ้นมาให้เราได้ใช้ของจริงฝึกจริง!
มีอยู่ประมาณ 200 หัวข้อ/essay
ใครคิดจะทดลองเขียนให้มันครบทุกหัวข้อ หยุดความคิดนั้นเดี๋ยวนี้ ผมเชื่อว่าคุณไม่ได้ว่างขนาดนั้น
สำหรับผม ผมว่าขั้นตอนที่สำคัญและต้องทำให้ได้อย่างคล่องแคล้วคือการรวบรวมความคิด เพราะเวลาเราจำกัดมากเขียนไปแก้ไปไม่ได้เด็ดขาด เราจำเป็นต้องทำให้ประเด็นที่ต้องการสื่อนั้นชัดเจนและเหตุผลสนับสนุนหนักแน่นในเวลาแนะนำที่ 5 นาที ซึ่งน้อยมาก
แต่การเขียนให้คล่องก็ต้องเขียนจริงด้วย ผมจึงทำทั้งสองอย่างคือสุ่มหัวข้อขึ้นมาแล้วเขียนโน๊ตสั้นๆเพื่อพัฒนาไอเดียเกี่ยวกับหัวข้อนั้นๆ จากนั้นก็อาจจะเอาโน๊ตพวกนั้นมาเขียนเป็น essay ต่อ
อันนี้แล้วแต่เวลาและสถานการณ์อำนวย อย่างที่ว่าว่าการรวบรวมความคิดควรเสร็จในเวลาประมาณ 5 นาที การสุ่มหัวข้อขึ้นมานั่งคิดเลยเอาไว้ทำฆ่าเวลาก็ยังได้ แต่การนั่งลงเขียน essay ทั้งฉบับใช้เวลาและพลังงานมากกว่านั้นมากจึงต้องทำเมื่อมีเวลาสติสมาธิพรั่กพร้อม
และส่วนที่สำคัญมากอีกส่วนคือศัพท์ การเขียน academic essay ได้ต้องมีศัพท์พกติดตัวไว้มากกกพอสมควร(ก.ไก่มากกว่าหนึ่งตัว) อันนี้ก็ต้องอัพเลเวลอย่างด่วนด้วยศัพท์ที่น่าจะพบเห็นได้บ่อยๆในบทความวิชาการ สำหรับผมผมเอาจากพวก popular science เพราะมันไม่ได้วิลิศมาหรามากนัก แต่ก็ยังมีความเป็นทางการอยู่ เรียกว่าเป็นศัพท์ที่มนุษย์สามัญสามารถกล้อมแกล้มนำไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว
แต่ก็ไม่มีอะไรการันตีนะครับว่าศัพท์ที่เลือกจะจำและเข้าใจไปนั้นจะได้ใช้ เพราะคุณไม่มีทางรู้ว่าเขาจะเอาหัวข้อไหนมาออกเพราะเขาสุ่มเอา
ตอนสอบผมเลยออกมาแบบถูลู่ถูกังพอประมาณ ในหลายครั้งเรารู้ดีว่าศัพท์คำนี้ไม่ได้ตรงความหมายจริงๆหรอก มันต้องเป็นคำอื่น ใช่ผิดเห็นๆ แต่!! มันไม่มีเวลาจะนั่งแก้นั่งนึกศัพท์ใหม่อะไรตอนนี้แล้ว ใช้ๆไปก่อนนึกออกค่อยว่ากัน essayของผมเลยออกแนวกะพร่องกะแพร่ง ไม่รู้ว่าจะได้คะแนนเท่าไหร่เหมือนกัน
การเขียนessay ไม่ควรเตรียมในเวลาแค่ 7 วันครับ ฟันธง!!
โพสต์หน้า
ผมจะเล่าเรื่องไอ้การสอบประหลาดๆที่ชื่อ Adaptive Test นี่ให้ฟัง และเนื้อหาของการสอบVerbalที่ว่าโหดร้ายทารุณนี้มันโหดร้ายทารุณอย่างไร
ไว้เจอกันครับ
resource : ผมได้อ่านบทความนี้ก่อนไปสอบ จริงๆมันเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับการเขียนblogให้เร็ว (เพราะผมก็กำลังพยายามอยู่) แต่เทคนิคเล็กๆน้อยๆพวกนี้สามารถนำไปใช้ในการเขียนอื่นๆได้เช่นกันครับ
How to Write Fast by Alisa Bowman
แต่ผมก็ยังใช้ไม่คล่องเหมือนกันครับ
6 responses so far ↓
เรียนต่อต่างประเทศ // January 17, 2009 at 6:46 pm
ขอบคุณมากครับ สำหรับข้อมูล :XO:
นิติพงษ์ // May 21, 2009 at 10:22 am
akira7 // May 22, 2009 at 2:48 pm
เข้าใจสภาพครับ ถ้ามีโอกาสเล่าให้ฟังกันซักนิดนะครับว่าเป็นยังไงบ้าง
Kelly Brown // June 13, 2009 at 2:48 am
Hi, gr8 post thanks for posting. Information is useful!
Keng // November 24, 2009 at 6:56 am
เข้ามาอ่านครับ
tour chiang mai // February 10, 2010 at 6:31 pm
ถ้ามีโอกาสเล่าให้ฟังกันซักนิดนะครับว่าเป็นยังไงบ้าง Thanks.