ผมหวังว่าคนที่ได้อ่านสัมภาษณ์ของพี่โบ้งน่าจะได้ประโยชน์ไปบ้างไม่มากก็น้อยนะครับ ของผมสิ่งที่พี่เขาเล่าทำให้ผมได้กลับมามองตัวเองในหลายๆอย่าง

ที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ความแตกต่างระหว่างพี่เขากับผม ระหว่างนักปฏิบัติและนักฝัน

ผมกล้าเรียกตัวเองว่านักฝันครับ เพราะผมคิดมากกว่าทำ พูดมากกว่าลงมือ นิสัยไม่ดีเลยว่ามั้ยครับ

ผมจะเล่าให้ฟังว่าผมพลาดอะไรไปบ้างที่พี่วนรักษ์ทำไป

1. ไม่ได้สร้างผลงานในสาขาที่ตั้งใจจะไปเรียนต่อ

ข้อแก้ตัว : ผมไม่แน่ใจว่าตัวเองจะไปทางไหนโดยเฉพาะ ผมมีนิสัยเสียมากข้อหนึ่งคือความสนใจของผมเปลี่ยนเรื่อยๆแม้จะวนเวียนอยู่กับเรื่องบางเรื่อง ในใจมีเป้าหมายครับ แต่ไม่เฉพาะเจาะจง จับนู่นนิดนี่หน่อย ไม่ได้ดำดิ่งไปในเรื่องไหนโดยเฉพาะ

ในแง่หนึ่งนั่นคือจุดผิดพลาดร้ายแรง เพราะเวลามันมีจำกัด กะพริบตาทีเดียวมันก็ผ่านไปแล้ว โอกาสที่จะสร้างผลงานก็บินผ่านไปด้วย

แต่ผมไม่ได้แนะนำให้ “ปักใจ” นะครับ ผมเห็นคนหลายคนปักใจกับสิ่งที่ตัวเองคิดว่าชอบและจบด้วยการพบว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ต้องการเลยเมื่อเวลาผ่านไปนานจนเกือบจะสายไปแล้ว (หลายคนเรียกว่าสายไปแล้วดีกว่า จะจบกันอยู่แล้ว)

สำหรับผม ผมคิดว่าคนเราเปลี่ยนความสนใจได้ เปลี่ยนความชอบได้ และควรจะพร้อมเปลี่ยนแนวถ้ารู้ตัวว่าทำไมสิ่งที่เราเคยคิดว่าใช่ที่สุดมันถึงไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว จริงอยู่ครับว่าทำแบบนี้อารมณ์มันไปก่อน แต่อารมณ์เองก็มีเหตุผลที่มันเกิดขึ้น ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจลองนั่งคุยกับตัวเองดูครับว่าทั้งหมดมันเป็นเพราะอะไร

2. ไม่ได้สร้าง connection ในสาขาของตัวเอง

ข้อแก้ตัว : ผมยอมรับว่าตัวเองสร้างความสัมพันธ์กับใครไม่ค่อยเก่งและรักษาไว้ได้ไม่ค่อยดีนัก (ถ้าสนิทก็จะอยู่ ไม่สนิทก็มักจะหลุดวงโคจร) แต่นั่นคือท่อนกลางของกระบวนการทั้งหมด ปัญหาสำคัญที่สุดคือก้าวแรกมากกว่า

ผมไม่ได้เอาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์ที่จะสานสัมพันธ์คนในวงเดียวกันกับผมนัก โดยมากผมอยู่ที่มหาวิทยาลัย ไม่ได้ร่วมโครงการอะไรกับเขาเท่าไหร่ในช่วงที่ผ่านมา ก็จริงอยู่ว่าความสัมพันะที่ยั่งยืนที่สุดคือที่มาจากรอบตัวเราและไม่ได้ฝืนสร้าง แต่เอาเข้าจริงมันก็ต้องขวนขวายกันบ้าง ไอ้ที่ไม่ทำเพราะขี้เกียจเองมากกว่า อันนี้ยอมรับครับ ผมค่อนข้างจะขี้เกียจ เลยพลาดเรื่องนี้ไปอย่างไม่น่าให้อภัย

มันน่านักนะ…

3. วางแผนยาวแต่ขาดแผนปฏิบัติที่ชัดเจน

ข้อแก้ตัว : ฟังดูคล้ายการวิจารณ์การทำงานของหน่วยงานอะไรซักอย่าง แต่ผมพบว่ามันเป็นปัญหาสำคัญมากอย่างหนึ่งที่ผมมี ผมพยายามมองเหตุการณ์ล่วงหน้า คาดการณ์ว่าเราต้องการอะไรบ้าง แต่ขาดตรงที่ผมไม่ได้แยกแยะว่ามีอะไรบ้างที่ต้องทำแน่ๆ ทำเมื่อไหร่ ทำอะไร และต้องรู้อะไรเมื่อไหร่

แล้วก็จะมาจบที่ว่าไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรมุ่งความสนใจไปที่ไหน

ผมมีคร่าวๆ มันคร่าวไปหน่อย ถี่ถ้วนน้อยไปหน่อย ทำให้ลงท้ายแล้วเสียเวลากับสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์มากเกินไปหน่อย

ฝันเยอะไปหน่อยว่างั้น

ถ้าเทียบกับพี่วนรักษ์ เขาลงมือโดยมีขั้นตอนในใจมากพอสมควรว่าเขาต้องรู้อะไรทำอะไร นั่นคือความแตกต่างที่ทำให้เขาลงมือทำหลายอย่างได้ทั้งที่เป็นคนที่กิจกรรมรัดตัว แต่ผมก็ต้องบอกตามตรงว่า lifestyle ของพี่เขาไม่ตรงกับของผมเท่าไหร่หรอกครับ ง่ายๆคือผมขี้เกียจกว่า(ฮา)

เขียนมาตั้งนาน เหมือนมาบ่นให้ฟังยังไงก็ไม่รู้

เพราะจริงๆกับดักทั้งหมดนี้มันเกิดจากนิสัยง่ายๆอย่างเดียวของคนครับ เรามักนึกเสียใจเมื่อเราสูญเสียสิ่งที่สำคัญต่อเราไป

สำหรับผม มันคือเวลาและโอกาสที่จะเพิ่มพูนความสามารถของเรา รวมทั้งเวลาและโอกาสที่จะทำให้ความสามารถของเราเป็นที่ประจักษ์ โอกาสที่จะหาเพื่อนในวงเดียวกัน โอกาสที่จะเพิ่มโอกาสให้ตัวเองในการไปเรียนต่อต่างประเทศ

ของแบบนี้ผ่านแล้วก็ผ่านไป มาแก้เอาตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้ว แต่ใครที่โอกาสยังอยู่ตรงหน้า ผมก็ไม่อยากให้หลุดมือไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะวันที่เสียมันไปแล้ว จะเอากลับคืนมาก็ไม่ได้หรอกนะครับ จริงอยู่ที่ของแบบนี้ (เพื่อน โอกาสเพิ่มประสบการณ์ โอกาสสร้างconnection) ไม่ได้มีครั้งเดียว แต่เมื่อคุณจำเป็นต้องใช้แล้วไม่มี เมื่อนั้นคือตอนที่นึกเสียใจที่สุด

แล้วด้วยเวลาที่แต่ละคนมีตอนนี้ วางแผนแล้วหรือยังครับว่าจะทำยังไง