โพสต์ที่สามแล้วครับ สำหรับสัมภาษณ์ของรุ่นพี่ผม ตอนนี้เป็นเรื่องของ TOEFL และ GRE แต่พี่เขาบอกว่าจำไม่ค่อยได้แล้ว ดังนั้นจะไม่ลงละเอียดนัก อันนี้ใครมีประสบการณ์สนใจเล่าเพิ่มเติมเขียนลงใน comment ได้เลยนะครับ (หรือถ้าสนใจส่งเป็นบทความก็ได้นะครับ ติดต่อผมได้)

ใครพลาดสองตอนที่แล้ว อ่านได้ที่นี่ครับผม

[part 1 : เตรียมตัวยังไงในการเรียนต่อต่างประเทศ]
[part 2 : ว่าด้วยทุนและการสมัคร]

[ interview with วนรักษ์ ชัยมาโย] part 3.1 : TOEFL นี่เตรียมยังไงครับ…

พูดถึง Toefl ก่อน ตอนนี้พี่ไม่รู้ว่า paper based ยังมีอยู่มั้ย แต่ตอนนี้ที่เขายอมรับกันตอนนี้ก็คือ IBT เป็น TOEFL ที่เน้นทักษะการฟังพูดอ่านเขียนสี่ด้าน ลักษณะข้อสอบก็เป็นข้อสอบทดสอบการฟังการพูดหกข้อ ทดสอบการเขียนสองข้อ ทดสอบการอ่าน 3-5 ข้อ ส่วนใหญ่แล้วแต่ละมหาวิทยาลัยจะรับคะแนน TOEFL ตั้งแต่ประมาณ 89 ขึ้นไป เช่น Riverside ก็รับ 90 มั้ง ที่ Edinburgh ก็รับ 90 เหมือนกัน Princeton รับ 77 งงสิทำไมรับน้อย เพราะว่ายิ่งคะแนนน้อยคนยิ่งสมัครเยอะ ได้ค่าสมัครเยอะ แต่ก็ไม่เอาซะเยอะ ก็ดีก็รวย ถ้าอย่าง Standford ถ้าจำไม่ผิดจะอยู่ที่ประมาณ 100 ถ้าอย่างUrbana-Champaign 106 Chicago 106 แต่ตอนสอบพี่สอบได้ที่ 92 เอง U ดังๆอย่าง Chicago Urbanaฯ เลยปิ๋วไป

ทีนี้คะแนน TOEFL ก็ต้องถึงเกณฑ์ที่เขากำหนดไว้ แต่ยังไงก็ตามพี่เชื่อว่ามันยืดหยุ่นได้ สมมติว่าคะแนนเราเกือบถึงเกณฑ์ ก็สมัครไปเหอะ อาจารย์ชาวต่างชาติที่มหาวิทยาลัยเคยบอกพี่ว่า “คุณครับ ถ้าคุณไม่ลองสมัครคุณจะได้มั้ย” อย่างตอนนั้นขนาดคะแนนของพี่ไม่ถึงเกณฑ์ของ Chicago อาจารย์เขายังบอกเลยว่าสมัครไปเถอะ “เพราะว่าคุณพูดได้” เพราะพี่คุยกับอาจารย์รู้เรื่อง ดังนั้นอาจารย์รู้ว่าพี่สื่อสารกับชาวต่าวชาติได้ และเขามีโอกาสจะรับพี่ “คุณลองโทรไปเจรจาต่อรองกับเขาดูเผื่อได้ เพราะคุณพูดได้” อะไรอย่างเนี่ย

ดังนั้นก็แสดงให้เห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับการติดต่อสื่อสารมาก ดังนั้นไม่ต้องกังวลถ้าคะแนนไม่ถึง โทร.ไปหา secretery ของเขาเลย ขอเบอร์คนที่เป็นคนคัดเลือก แล้วโทรไปคุยกับเขาเลยว่าคะแนน TOEFL ไม่ถึงจะสมัครได้มั้ย หรือขอไปอัพคะแนน TOEFL หลังช่วงการสมัครนี้ได้มั้ย ขอสมัครไปก่อนนะ ในช่วงของ process จะสอบ TOEFL ใหม่แล้วก็ยื่นไปอีกที

อันนี้ก็เป็นการขอยืดหยุ่น อาจารย์เขาบอกพี่เสมอว่า “คุณอย่า Rule ตัวเอง Out” สมมติว่าเราเกือบถึงแล้ว Chicago เขารับ 100 เราได้ 99 ก็ลองสมัครดูแล้วโทรไปขอเขา อย่าเอาตัวเองออกจากการคัดเลือก ให้เขาเป็นคนเอาเราออก ไม่ใช่เราเป็นคนถอดใจเอง

พูดเรื่องของการเตรียมตัว TOEFL ดีกว่า เรื่องการเตรียมตัวพี่อยากจะเน้นเรื่องของการพูด เพราะการพูดเป็นเรื่องที่คนไทยขาดมากๆ แล้วก็เสียคะแนนกันเยอะ ส่วนใหญ่ที่คนไทยได้เกือบๆเต็มคือพวก reading กับ listening อันนี้มันได้อยู่แล้ว part ที่เสียคือ part speaking กับ writing พี่เลยอยากเน้นสอง part นี้

part speaking นี่คุณควรจะไปหาที่เรียน แล้วฝึกพูดกับเพื่อน part writing เหมือนกัน ไปหาที่เรียนซะแล้วฝึกเขียนทุกวัน

ส่วนการเตรียมตัวของพี่ พี่พูดแค่สอง part นี้นะ speaking พี่ไปเรียนกับครูเคท เพราะเพื่อนพี่ไปเรียนแล้วเขาพูดได้เท่ห์มาก พี่เลยรู้สึกว่าดีวะ อยากไปเรียนอยากพูดเก่งๆมั่ง นี่ไม่ได้โฆษณานะ อาจจะมีสถาบันอื่นที่ดีกว่านี้แต่พี่ไม่รู้ เอาเป็นว่าพี่เรียนแล้วครูเคทเขาก็สอนวิธีฝึก พี่ก็ฝึกตามวิธีครูเขาทุกวัน พี่ดูหนังทุกวัน ฝึกขยับปากทุกวัน ไปสยามไปสถานีรถไฟฟ้าก็ไปต่อแถวกับฝรั่งแล้วหาโอกาสคุย เดินๆอยู่เจอฝรั่งเรียกรถแท็กซี่ไม่เป็นพี่ก็เรียกให้ พยายามหาโอกาส ไม่ก็ฝึกกับเพื่อนที่มหาวิทยาลัย หรือเพื่อนที่เรียนครูเคทด้วยกัน คุยโทรศัพท์กัน วันละชั่วโมง ก็ไม่ถึงกับวันละชั่วโมงหรอกนะ แต่มีโอกาสก็คุยนานๆ ภาษาอังกฤษจะได้เข้าที่เข้าทาง

ภาษาอังกฤษพี่เลยดีขึ้น พอการพูดดีขึ้นพี่เลยหาโอกาสพาเด็กต่างชาติ ตอนนั้นมาจาก Wisconsin มาทำวิจัยที่เมืองไทย พี่เลยพาเขาเที่ยว ก็ได้ใช้ภาษาอังกฤษ ก็พยายามหาโอกาสพูด

ลองนึกดูนะ ตั้งแต่เราเป็นเด็กน่ะ ตั้งแต่เราอยู่ในท้องแม่เราไม่ได้เรียนภาษาไทยใช่มั้ยทำไมเราถึงพูดได้ เพราะเราฝึกพูดเบาะแบะๆทุกวัน สมัยเด็กๆเราใช้เวลาฝึกพูดตั้ง 3-4 ปี ตอนเด็กน่ะก็ไม่ได้คิดอะไรเท่าไหร่หรอก ก็พูดไปงั้นแหละ แต่ตอนนี้ก็มีความคิดแล้ว เพียงแค่ฝึกพูดทุกวันก็จะดีเอง เชื่อพี่ รับประกันได้

ถัดมา การฝึกเขียน writing พี่เริ่มตอนปี 4 เพราะ writing พี่ห่วยมากๆ และพี่รู้ว่าพี่ต้องเขียน essay หรือเรียงความภาษาอังกฤษส่งมหาวิทยาลัยแน่นอน พี่เลยเริ่มเรียนตอนปี 3 ปลายๆ พี่ก็ไม่รู้เรียนที่ไหนดีนะแต่พี่เรียนที่ครูดวงใจ พี่ว่าเขาสอนพื้นๆเลยนะ แต่ว่าได้ผลน่ะ คือจากคนที่ไม่รู้จะเขียนอะไรก็มีอะไรเขียน พี่ก็ไม่แน่ใจว่าเขาจะสอนจากคนที่มีอะไรเขียนให้เป็นระดับ advanceมากๆได้หรือเปล่า แต่สำหรับพี่ พี่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย เขาจะสอนโดยให้ดูงานเขียนของคนนี้ แล้วให้ช่วยกันเขียนในห้อง เอ้า นักเรียน คุณมาช่วยกันระดมไอเดีย ไอเดีย1-2-3 เขาจะมี patternการเขียน แต่ก็ไม่ได้ให้จำมาก แค่ให้ดู pattern การเขียนส่วนมากเป็นแบบนี้ เอ้า ช่วยระดมไอเดียหน่อย เราเริ่มว่าอะไรดี ตาม pattern นะ ก็ควรจะเริ่มอย่างนี้ เขียนได้ประโยคหนึ่งและ เราใจชื้น ต่อไปไอเดียของคุณ ใส่ไว้บรรทัดที่หนึ่งสองสาม เขียนคำเชื่อมขยาย แป็บเดียวได้หนึ่ง paragraph แล้วสุดยอดมาก paragraph ที่สองควรจะเริ่มด้วยคำไหนดี ก็ใส่ไป ไอเดีย 1-2-3 ตัวอย่าง 1-2-3 ก็ใส่ไป แป็บเดียวได้อีกแล้ว มันรู้สึกดี แล้วพี่ก็ฝึกเขียนทุกวันตามวิธีของอาจารย์ พี่ก็เขียนได้ดีขึ้นมาระดับหนึ่ง

[ interview with วนรักษ์ ชัยมาโย] part 3.2 : เล่าเรื่อง GRE general และ subject test ซักนิด…

GRE general test คือ Graduate Record Examination general test ที่เขาจะทดสอบคือความรู้ของพวกเขาเกี่ยวกับ Verbal, Qualitative,และ Writing

สำหรับ Verbal เนี่ยมันโหดมาก คุณต้องเตรียมตัวนานมากๆถึงจะได้คะแนนสูงๆ  ต้องท่องศัพท์มาล้านแปด มีหนังสือเล่มหนาๆท่องศัพท์เป็นหมื่น อย่างพี่นี่ท่องศัพท์มา 5 วัน ท่องได้ 100 คำ ไปถึงห้องก็ลืม พี่ได้ 300 เต็ม 800 ห่วยมากเลย คือใช่ว่าท่องมาแค่ 5 วันแล้วจะทำได้ไง มันต้องท่องเป็นปีเป็นเดือนแล้วก็ตั้งใจจริงๆ ศัพท์มันยากมาก ให้ยกตัวอย่างพี่ก็นึกไม่ออกเพราะมันยากเกินไป

ต่อมา Qualitative อันนี้เด็กฟิสิกส์ควรทำได้เต็ม มันเป็นคณิตศาสตร์ง่ายๆ ถามว่าง่ายมากมั้ยก็ไม่ง่ายเท่าไหร่หรอก แต่ก็ง่ายในระดับที่ควรทำได้เต็ม ยิ่งไปเรียนต่อฟิสิกส์เนี่ย part verbal คุณได้ห่วย 300 เต็ม 800 เนี่ยไม่เป็นไรหรอก แต่ถ้า part คณิตศาสตร์ คุณได้ 800/800 เนี่ยคุณจะจ๊าบมาก ของพี่ได้ 790 เต็ม 800 เพราะพี่ทำไม่ทัน ถ้าเป็นเด็กชีวะเขาได้ 600 ก็ไม่เป็นไรเพราะเขาไม่ได้เรียนมาทางนี้

ต่อมา part writing อันนี้ก็ยากเหมือนกัน พี่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมพี่เขียนได้น้อยทุกที

general test เนี่ยมีการสอบค่อนข้างถี่ น่าจะสอบได้ราวเดือนละครั้ง ส่วน GRE subject นี่สอบได้ 2 ครั้งต่อปี ก็ประมาณเมษากับพฤศจิกา ถ้าพลาดแล้วก็ยาวเลย อย่างคนที่จะสมัครมหาวิทยาลัยตอนนี้ยังทัน สอบพฤศจิกายังทัน แต่ถ้ามหาวิทยาลัยหมดเขตไปก่อนแล้วก็อีเมล์บอกเขาว่าเดี๋ยวจะส่งคะแนนตามไป สอบอยู่รอผลอยู่ การบอกเขาตรงๆเป็นสิ่งที่สำคัญ

GRE subject เป็นการบอกพื้นฐานวิชาที่เรามี พยายามทำให้ได้มากๆ คือพี่น่ะทำได้น้อย เวลาเขาวัดว่าจะเลือกหรือเปล่า สมมติว่า TOEFL คุณผ่าน Qualitative คุณโอเค แต่เขาจะเอาใครไม่เอาเขาจะดูที่ GRE subject เพราะมันตรงสายอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นทุ่มให้ GRE subject ให้มาก พวก TOEFL หรือ GRE general เอาพอผ่านเกณฑ์เขาก็พอ แต่ subject ทำให้ได้มากๆ เชื่อพี่

Finale on part 4 : การเตรียม Profile ผลงาน

ปล. เนื่องจากว่าเทปสัมภาษณ์นี้มาก่อนวันที่ 26 กย. ตอนนั้นการสมัครสอบ GRE subjectของวันที่ 8 พย. ก็เลยยังทันอยู่ แต่ตอนนี้ปิดรับสมัครไปแล้วนะครับ การสอบคราวหน้าจะเป็นของเดือนเมษา ปี 52 แล้ว

สำหรับตอนหน้าอยากให้ทุกคนได้อ่านจริงๆครับ อาจเพราะเป็นประเด็นที่ผมพลาดไปจังเบ้อเริ่ม พออยู่ปี 4 มันก็เลยแก้ตัวยากหน่อย แต่ใครยังมีเวลาก็เตรียมไว้ดีๆนะครับ