ถ้าใครได้ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ในระดับเยาวชน น่าจะเคยได้เห็นชื่อของ วนรักษ์ ชัยมาโย มาบ้าง

ล่าสุดนี้ก็คือโครงงานวิทยาศาสตร์ส่งประกวดกับทาง JAXA (Japan Aerospace Exploration Agency) ซึ่งเป็นองค์กรอวกาศของญี่ปุ่น เป็นโครงงานศึกษาการไหลของน้ำภายใต้สภาพแรงโน้มถ่วงต่ำซึ่งทำร่วมกับเพื่อนๆอีกสามคน คือ พี่ธนภัทร ดีสุวรรณ พี่สิทธิพงษ์ มะโนธรรม และพี่พิสิษฐ์ เกียรติกิตติกุล

นั่นคือหนึ่งเรื่องใน portfolio ยาวเหยียดของพี่เขาครับ

ด้วยความสามารถทั้งการเรียนและกิจกรรมระดับนี้ ดังนั้นก็ไม่น่าแปลกใจที่พี่เขาจะได้ไปต่างประเทศ (ไม่ได้ไปสิผมจะแปลกใจ) แต่ที่ทำให้หลายคนตกตะลึงพรึงเพริ่ดไปตามๆกันคือการที่พี่เขาได้รับทุนจากมหาวิทยาลัยในอังกฤษ! ทุนเต็มพร้อมเงินเดือน เพื่อเข้าเรียนในประเทศที่ทุนเรียนต่อหายากที่สุดประเทศหนึ่ง!

โดยอัตโนมัติ ผมนึกสงสัยใคร่รู้ขึ้นมาในทันทีว่าพี่เขาทำได้ยังไง ดังนั้นก่อนที่พี่เขาจะบินออกนอกประเทศไป ผมเลยขอทาบทามสัมภาษณ์ไว้ด้วยความอยากได้ประสบการณ์ของพี่มาเป็นวิทยาทานของผม ซึ่งพี่เขาก็ใจดีเล่ามาอย่างละเอียดละออในไฟล์ความยาวรวมราวหนึ่งชั่วโมง บอกเล่าประสบการณ์ของการเตรียมตัวไปต่อต่างประเทศซึ่งเริ่มมานานกว่าที่ผมคาดไว้มาก

ด้วยความยาวขนาดนั้น ผมคงต้องขอตัดเป็นเนื้อหามาลงเป็นสี่ตอน ซึ่งพี่เขาเล่าเป็นขั้นเป็นตอนไว้ว่าพี่เขาทำอย่างไรบ้างในเรื่องต่างๆ ทั้งการเลือกมหาวิทยาลัย เรื่องทุน เรื่องการสมัคร การสอบต่างๆ และ portfolio จากจุดเริ่มต้นเลยว่าทำไมพี่เขาถึงอยากไปเรียนนอก….

[ interview with วนรักษ์ ชัยมาโย ] part 1 : เตรียมตัวยังไงในการเรียนต่อต่างประเทศ

พี่เล่าชีวิตพี่เลยแล้วกัน คือเราก็ต้องดูจุดมุ่งหมายของตัวเองก่อนว่าทำไมเราถึงจะไปเรียนต่อต่างประเทศ อย่างพี่คือพี่รู้ว่าเราเรียนวิทยาศาสตร์เนี่ย สมัยตอนม.หกเนี่ยพี่ต้องเลือกว่าจะเอาวิทย์หรือจะเอาแพทย์ดี ถ้าเอาวิทย์เราก็ต้องจบนอกถึงจะไฮโซหรูหรา คิดในแง่เด็กๆเลยนะ พี่เลยสอบก.พ. ปรากฏว่าช่วงม.หกมันแข่งขันสูงมาก พี่ก็มัวแต่ทำกิจกรรมเลยสอบไม่ติด คราวนี้พี่เลยต้องคิดว่าจะเลือกแพทย์ดีมั้ย มีอาจารย์ท่านหนึ่งบอกว่า “โบ้ง ถ้าเรียนเก่งนะ คุณได้ทุนเรียนต่อต่างประเทศแน่ๆตอนป.โท ป.เอก ถ้าคุณเก่ง รับประกัน” พี่เลยมีกำลังใจในการเรียนวิทย์ ก็เราอยากเรียนวิทยาศาสตร์นั่นแหละแต่อยากไปต่างประเทศ เลยโอเค ตั้งใจว่าเรียนตอนป.ตรีให้ดีก่อนแล้วกันแล้วค่อยเอาทุนตอนป.โท ป.เอก

พี่วางเป้าหมายไว้ว่ายังไงพี่ก็จะเรียนต่อต่างประเทศ คราวนี้พอเข้ามาปี 1 พี่ก็เริ่มต้นด้วยการเตรียมภาษาอังกฤษก่อน พี่เนี่ยเป็นเด็กบ้านนอก ภาษาอังกฤษพี่เลยไม่ได้เก่งมาก พี่คิดว่าที่ต้องใช้จริงๆคือการพูด เลยเริ่มเรียนเริ่มหัดพูดตั้งแต่ปีสอง ฝึกทุกวันๆ จนปัจจุบันก็ดีขึ้น ก็ดีกว่าไม่ได้ฝึก สื่อสารกับชาวต่างชาติได้ พรีเซนต์งานภาษาอังกฤษได้ ภาษาอังกฤษเนี่ยต้องเตรียมตลอดเวลา เพราะเราต้องเอาไปสอบ TOEFL, GRE general, GRE subject test

เรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยต่างประเทศ มหาวิทยาลัยต่างประเทศที่ให้เลือกมี 3 ค่าย คือฝั่งอเมริกา UK และ ยุโรป ค่ายที่พี่จะรู้จะเป็น UK กับอเมริกา ค่ายยุโรปนี่ไม่ค่อยรู้เท่าไหร่ จะเล่าเท่าที่รู้แล้วกัน

สมมติเราอยู่ปี 4 เราก็ต้องเลือกแล้วว่าเราจะไปค่ายไหนดี ทีนี้ค่ายอเมริกาดียังไง สมมติเราจบตรีที่นี่ ค่ายอเมริกาเรียน 5-6 ปี คอร์สเวิร์กสองปีหรือปีครึ่ง อีกสามปีทำวิจัย หมายความว่าจบป.ตรีแล้วก็เรียนคอร์สเวิร์กอีกก็จะแน่นขึ้น ทำวิจัยอีกสามปีเราก็มีความรู้มากขึ้น

แต่ถ้าเป็นค่ายฝั่ง UK จะใช้เวลาทำวิจัยเลย3-4 ปี โดยไม่ต้องเรียนคอร์สเวิร์กซ้ำอีก เพราะระบบการศึกษามันต่างกัน ทางฝั่งอังกฤษเขาเชื่อมั่นว่านักศึกษามีศักยภาพในการอ่านและเอาความรู้ไปทำวิจัยได้

ดังนั้นระยะเวลาในการเรียนจะต่างกัน อเมริกา 5 ปีน้อยที่สุด ของอังกฤษ 3 ปีน้อยที่สุด ดังนั้นเรียน UK จบเร็วกว่า แต่มันก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป หลายๆคนก็บอกว่าคนจบอเมริกาเนี่ยแน่น เพราะเรียนเพิ่มตั้ง 2 ปี การศึกษาอเมริกาแน่นกว่าเมืองไทยอยู่แล้ว แล้วก็ยากกว่า อะไรประมาณนั้น ฉะนั้น 2 ปีคอร์สเวิร์ก 3 ปีทำวิจัยจบมามีคุณภาพ เขาเชื่อมั่นอย่างนั้น แล้วก็ทางมหาวิทยาลัยต่างๆเขาจะ prefer คนจบฝั่งอเมริกามากกว่าเพราะสามารถสอนได้

ส่วนทาง UK เนี่ย ถูกมองว่าเป็นพวกทำวิจัยอย่างเดียว พื้นฐานความรู้อาจแน่นไม่เท่าอเมริกา คนเขามองอย่างนี้ แต่มันก็อยู่ที่ตัวเราว่าเราทำตัวเองไปในทางแบบไหน ถูกมั้ย มันไม่ได้การันตีหรอกว่าถ้าจบ UK จะรู้น้อยกว่าคนจบอเมริกา อย่างพี่เลือก UK พี่ก็ต้องอ่านหนังสือเอง ต้องควบคุมตัวเองให้ได้และมีวินัย เพราะเราไม่ได้เรียนมากอย่างฝั่งอเมริกา

UK ก็มีข้อดีที่ว่า หนึ่ง จบเร็ว สอง คุณเพิ่มโอกาสในการทำ postdoc ในช่วงอายุที่น้อยกว่า หมายความว่าพี่เรียนสามปีแล้วไป postdoc สองปี เท่ากับฝั่งอเมริกาเรียน 5 ปี ประสบการณ์ในงานวิจัยของพี่จะมีมากกว่าในเวลาที่เท่ากัน paper แน่นอนว่าก็มีมากกว่าในเวลาที่เท่ากัน เพราะจบก่อนแล้วก็มีเวลาทำ postdoc แต่ก็ไม่ได้บอกว่าใครจะเก่งกว่าใครในแง่ไหนเลยนะ มันขึ้นกับแต่ละคน

ดังนั้นก็ต้องช่างน้ำหนักดู เล่าชีวิตพี่แล้วกัน ตอนนั้นพี่ก็ต้องเลือกว่าจะเอาที่ไหน เพราะอเมริกาก็ดี UKก็ดี ตอนนั้นที่อเมริกาพี่ได้ที่ UC Riverside ที่ California ส่วนที่ UK พี่ได้ที่ Edinborough เป็นเมืองหลวงของ Scotland ก็เลือกยากเหมือนกัน เพราะ Edinborough เนี่ย Rank มันสูง มันดี คือทุกคนอาจจะไม่ค่อยรู้จักเพราะว่าทุกคนอาจจะมองที่ฝั่งอเมริกา แต่ถ้าจะมอง rank โลก Edinborough อยู่ที่ 20-30 ของโลก ส่วน UC Riverside อยู่ที่ระดับเกือบร้อย

แต่เรามอง rank รวมอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะเราจะอยู่กับ lab กับภาควิชา  มองrankรวมแล้วก็ไม่ชี้ชัดว่าคุณจะอยู่ที่ดีหรือไม่ดี แต่โดยคุณภาพของมหาวิทยาลัยแล้ว Edinborough เหนือกว่า แต่ก็ใช่ว่าภาควิชาฟิสิกส์ของ Edinborough จะเหนือกว่า UC Riverside พี่เลยพิจารณา lab ที่พี่จะอยู่ ปรากฏว่า lab ที่พี่จะอยู่ที่ Edinborough เนี่ย เป็นlabชั้นนำ เอาเป็นว่าเป็นอันดับ 2 ของโลกที่มีอยู่ในตอนนี้ เป็น lab ทีเป็นกิจจะลักษณะ เป็นหน่วยที่ทำงานวิจัยเรื่องนี้อยู่ในตึกๆหนึ่งซึ่งใหญ่มาก เทียบกับ UC Riverside ซึ่ง professor แต่ละคนก็จะมีหัวข้อวิจัยต่างกันไป แน่นอนว่ากรุ๊ปของ Edinborough ใหญ่กว่า ดังนั้นงานวิจัยที่ Edinborough น่าจะใหญ่กว่าและแน่นกว่า ความรู้ในแขนงนั้นๆมากกว่า แต่แน่นอนว่าแขนงของ Edinborough กับ Riverside มันต่างกันอยู่ แต่ของทาง Edinborough เป็นแขนงที่พี่เคยทำมาก่อนเลยโอเค

ประเด็นถัดมาคือ จบ UK เนี่ย ใช้เวลาสามปี พี่อายุ 22 จบ 25 ต่อ postdoc 27 สร้างเนื้อสร้างตัว มันเป็นวัยที่ถ้าคุณพร้อมก่อนคนอื่นก็สามารถชีวิต ธุรกิจ ครอบครัวได้เร็วกว่าคนอื่น ถามว่าจำเป็นมั้ยก็แล้วแต่คน สำหรับพี่ 25 การศึกษาเราพร้อมแล้ว postdoc 2 ปีก็เก็บตังค์ จบออกมาก็สร้างธุรกิจและทำงานได้ เป็นอาจารย์เป็นนักวิจัย ก็อยากให้มองจุดนี้ด้วย

นี่คือเหตุผลที่พี่เลือก Edinborough อีกอย่างคือ มันน่าอยู่ แม้ว่ามันจะหนาวไปหน่อยก็ตาม แล้วก็เป็นเมืองเล็กๆ ส่วนเงินที่เขาให้ก็พอๆกัน เรื่องเมืองพี่ไม่ได้มีปัญหาหรอก อาจจะเสียที่มันหนาวแต่ก็ต้องทน (ฮา)

ข้อดีข้อเสียของฝั่งอังกฤษกับอเมริกานี้มีอีกอย่างคือ ไปอเมริกาเนี่ยคุณมีเวลาสองปีในการเรียนคอร์สเวิร์ก มีเวลาสองปีในการเลือกว่าจะเข้า lab ไหน คุณจะได้ฝึกประสบการณ์แต่ละ lab ดังนั้นถ้ายังไม่รู้ว่าชอบอะไร ไปอเมริกาก็จะได้รู้ว่ามีความสุขกับ lab ไหน จะได้เลือก professor คนนั้นตอนทำวิจัยตอนปี 3-4-5(ก็คือ ป.เอก)  ถ้าUKคุณต้องเลือกแต่แรกแล้วว่าฉันอยากว่าคุณทำงานวิจัยกับคนๆนี้หัวข้อนี้ คุณต้องรู้อยู่แล้วว่าอยากทำอะไร อย่างพี่มีความชัดเจนในระดับหนึ่ง ว่า โอเค ทำเรื่อง x-ray diffraction ที่ Edinborough ได้ แล้วก็เคยทำมาก่อนก็ไปทาง Edinborough แต่อีกใจหนึ่งก็คิดเหมือนกันว่าชอบทางนี้จริงอ๊ะป่ะ ไปอเมริกาดีมั้ยจะได้เลือกอีกที แต่เมื่อพี่ชั่งน้ำหนักเหตุผลทั้งหมดรวมกันแล้วสุดท้ายพี่เลยเลือก Edinborough

คราวนี้เมื่อกี้พี่บอกว่าจะพูดถึงฝั่งยุโรป พี่ไม่ได้รู้มากเท่าใดนัก แต่เท่าที่รู้ อย่างสวีเดน เพื่อนพี่เคยจะสอบสวีเดน เป็นประเทศที่ให้ทุนเยอะเหมือนกัน เขาต้องการคนไปพัฒนาประเทศเขา เคยมีทุน เป็นประเทศที่เปิดให้คนเข้าไปศึกษา แต่ขอจบเรื่องนี้แค่นี้แล้วกัน พี่ไม่ค่อยรู้มากนัก

TBC on part 2 : ทุน และการสมัคร

ปล. ผมไม่ค่อยแน่ใจนักว่าชื่อมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการคือ Edinburgh หรือ Edinborough ผมจำได้เลาๆจากการที่เคยคุยกับเจ้าหน้าที่ของเขาที่งานศึกษาต่ออังกฤษว่าเป็น Edinborough เลยเขียนไปตามนั้น ผิดพลาดประการใดบอกด้วยนะครับ


personal massege
:  ช่วงนี้ผมเข้าสู้ phase เตรียมตัวตายในห้องสอบแล้วครับ ยังดีที่แกะเทปเสร็จแล้วกำลังอยู่ระหว่างการตรวจทาน ดังนั้นคงยังพอมาเอามาลงได้เป็นระยะๆ แต่อาจจะช้าหน่อย ต้องขอโทษด้วยนะครับ