interview : วนรักษ์ ชัยมาโย รุ่นพี่ผู้ได้ไปเรียนต่อด้วยทุนจากอังกฤษ part2
Posted by akira7 on September 29th, 2008นี่เป็นโพสต์ที่สองของการสัมภาษณ์รุ่นพี่ของผม วนรักษ์ ชัยมาโย ซึ่งได้ทุนไปเรียนต่อจากมหาวิทยาลัย Edinburgh ที่เมืองหลวงของสก็อตแลนด์
ตอนที่แล้วพี่เขาเล่าเรื่องการตัดสินใจไปเรียนต่อเมืองนอก รวมถึงการเตรียมตัวอย่างคร่าวๆ ไปจนถึงการตัดสินใจเลือกมหาวิทยาลัย
มาคราวนี้คือเรื่องทุนการศึกษา และการสมัครมหาวิทยาลัยต่างประเทศครับ
[ interview with วนรักษ์ ชัยมาโย] part 2.1 : แล้วทุนนี้ท่านได้แต่ใดมา….
พี่บอกได้เลยว่าน้องทุกคนที่จบปี 4 ไม่จำเป็นต้องสอบทุนรัฐบาลก็ได้ มีโอกาสหาทุนเองได้ ถ้าเก่งก็เกือบ 100 % ฝั่งอเมริกาก็มีทุนให้ UK ก็มีทุนให้
พูดของฝั่งอเมริกาก่อน ประเด็นของเขาคือเขาต้องการ diversity เขาต้องการความหลากหลายจากคนทุกเชื้อชาติไปที่มหาวิทยาลัยเขา เขาต้องการเด็กจบป.ตรีเก่งๆเข้าไปแล้วเขาก็จ่ายเงินให้ แล้วให้ค่าอะไรบ้าง หนึ่งเรียนฟรี สองให้เงินเดือน โดยมีข้อแม้ว่าเราต้องไปสอนเด็กของเขา ไม่ว่าจะเป็นตรวจการบ้าน เป็นติวเตอร์ให้เด็กป.ตรี สอนแล็ป จริงๆทุนที่เขาให้คือให้เราทำงานให้ มันคือการได้ประโยชน์ร่วมกัน เราได้เรียนฟรี เราได้สอน ได้ตรวจการบ้าน นี่คือประสบการณ์ของเรา มันทำให้เราเก่งขึ้นแกร่งขึ้น มีความรู้แน่นขึ้น ถามว่าเหนื่อยมั้ย มันก็คงจะเหนื่อยบ้าง แต่เทียบกับประสบการณ์ที่เราได้มันคุ้ม แล้วเขาได้ประโยชน์อะไร ก็คิดดูว่าแทนที่เขาจะจ้าง professor มาตรวจการบ้านมาสอนแล็ปในเรท professor กลับมาจ้างพวกเราที่ก็เก่งในระดับหนึ่งในเรทเด็กธรรมดา ดังนั้นเขาคุ้ม เขาเลยให้ทุน แทบทุกมหาวิทยาลัยให้ทุนแบบนี้ แต่แต่ละมหาวิทยาลัยก็เข้ายากเข้าง่ายต่างกัน อย่าง UC Riverside ก็ไม่ได้ยากมหาโหด ถือว่าปานกลาง แต่ถ้าเป็น Chicago หรือ Cornell ก็คงจะโหดนิดนึง
ต่อไป UK บ้าง เขาคิดว่าการศึกษาคือ Business ทุกคนไปเรียนกับเขาต้องจ่ายเงินให้เขา ยิ่งเป็นเด็ก oversea อย่างเรา เสียค่าลงทะเบียนเรียนเกือบ 5 เท่าของเด็กปกติ ดังนั้นคนที่เรียน UK เนี่ยต้องบ้านรวย เพราะเขาไม่ได้ให้ทุนเหมือนอเมริกา อเมริกาน่ะรวย UK ไม่ได้รวยเท่า ก็เลยไม่ได้แจกฟรีขนาดนั้น แต่ถามว่ามีโอกาสหรือเปล่าที่จะได้ไปเรียน UK มี หนึ่ง รับทุนรัฐบาล การเรียน UK ซัก 80% รับทุนรัฐบาลไป เพราะมันหาทุนยาก ส่วนใหญ่ทุนที่เขาจะให้ต้องเป็นโครงการเฉพาะ เช่น โครงการทุน Shell โครงการทุน British-Chevening อย่างที่พี่ได้เป็นของ Scottish Physics Alliance ทุนพวกนี้จำนวนทุนจำกัดและแข่งขันทั่วโลก ดังนั้นโอกาสที่จะได้ก็ไม่สูงนัก อเมริกายังไงทุนก็เยอะกว่า ดังนั้นบอกได้เลยว่าคนที่จะมา UK จะหาทุนให้เปล่าไม่ต้องใช้ทุนน่ะยาก
แล้วถามว่าทำไมพี่โบ้งได้ทุน พี่สมัครทุนของสมาพันธ์ฟิสิกส์ของสก็อตแลนด์ (Scottish Physics Alliance ) ตอนแรกก็รู้สึกว่ามันยากเหมือนกัน แต่เผอิญว่าพี่มีอาจารย์ที่ดูแลพี่อยู่เขียน recommend ให้ แล้วเนื่องจากพี่ไปมหาวิทยาลัยที่เขาเคยอยู่และอยู่แล็ปที่เขาเคยอยู่ เขาเลยการันตีพี่ได้ว่าพี่สามารถทำแล็ปได้และมีความสามารถในระดับที่ทาง Edinborough ควรจะยอมรับพี่ พี่เลยได้ทุนนี้มา
ระบบการเข้าเรียนใน UK นี่ recommend สำคัญมากๆ ยิ่งมีคนที่สามารถการันตีได้อย่างชัดเจนว่าคุณสามารถทำแล็ปกับเขาได้ ทาง UK จะรับง่ายขึ้น ทาง USA เองก็มีระบบการ recommend เหมือนกัน แต่รู้สึกว่าทางนั้นเขาพิจารณาจุดอื่นด้วย ทางถ้า UK จะให้น้ำหนัก recommendเยอะกว่า
[ interview with วนรักษ์ ชัยมาโย] part 2.2 : ตอนที่สมัครทำอะไรบ้าง
พูดถึง อเมริกา จะรับสมัครประมาณกลางตุลาถึงกุมภา ดังนั้นสำหรับน้องที่อยู่ปีสี่ ตอนนี้เดือนกันยาแล้ว เดือนหน้าต้องสมัครแล้ว U ดังๆจะรับสมัครช่วง ตุลา พฤศจิกา หลังจากนั้น U ที่ไม่ค่อยดังจะรับสมัคร แต่ไม่ได้หมายความ U ดังจะปิดรับสมัคร ก็ไปหาดู
สมัยพี่ ช่วงนั้นพี่ทำงานวิจัยอย่างอื่นด้วยเลยไม่ค่อยมีเวลาดูเท่าไหร่ พี่ก็พยายามหา U ที่พี่ต้องการแล้วก็เปิดเข้าไปดูในเวปไชต์ดูวิธีสมัครแล้วก็สมัครไปเลย พี่อยากแนะนำว่าต้องมีไว้ในใจซัก 10 U เอกสารพร้อมแต่ไม่รู้จะไป U ไหนก็เซ็งเป็ด ดังนั้นเราควรเลือกก่อนว่าอยากได้ U อะไร ต้องถามอาจารย์ ว่าชอบเรียนทางนี้ไป U ไหนดี เช่น ชอบ Solid State ไป Chicago ของ atomic physics ไป Colorado ประมาณนั้น แต่ถ้ายังคิดไม่ออกว่าชอบอะไรก็ไปโน้นเลยพวก MIT, Standford, Harvard มันดีทุกอย่างอยู่แล้ว แต่มันยาก (ฮา)
ที่นี้การเตรียมตัวเอกสารหลักฐานใช้อะไรบ้าง ที่ต้องมีคือคะแนน TOEFL ตอนนี้ก็คงเป็นแบบ IBT แล้วล่ะ คะแนน GRE subject test, GRE general test ต้องมีคะแนนทั้งสามอย่างให้พร้อมก่อนการสมัคร เวลาสมัครเขาจะมีให้กรอกว่ามีมั้ยได้เท่าไหร่ มีให้แต่ง essay ว่า ทำไมเราอยากมาเรียนที่นี่ ถ้ามาเรียนแล้วจะ contribute อะไรให้มหาวิทยาลัยเราบ้าง หรือว่ากลับประเทศไปคุณจะ contribute อะไรให้ประเทศคุณบ้าง ลักษณะนี้ อาจจะมีพวกใบรับรองการเป็นนักศึกษา พวก transcript จนถึงปีสามเทอมปลายให้เขาดู
การสมัครก็มีทั้งแบบ online และทางไปรษณีย์ แต่ส่วนใหญ่คงเป็น onlineแล้ว ส่วนค่าใช้จ่าย แพงที่สุดที่พี่เคยสมัครคือ 75 เหรียญ ก็ราวๆ 2500 บาท บางมหาวิทยาลัยก็เสียค่าสมัคร บ้างมหาวิทยาลัยก็ไม่ จะเห็นว่าการสมัครพวกนี้คะแนนต้องพร้อม ต้องเขียน essay ดังนั้นเราควรจะดูตั้งแต่เนิ่นๆว่าเราอยากสมัครมหาวิทยาลัยอะไรบ้าง แล้วเราต้องใช้เวลาเขียนมหาวิทยาลัยนานมาก ซักสัปดาห์หนึ่งต่อหนึ่งมหาวิทยาลัย ดังนั้นก็วางแผนดีๆ ก็ list มาเลย มหาวิทยาลัยนี้ปิดตอนนี้ๆ แล้วมหาวิทยาลัยไหนปิดก่อนก็สมัครก่อน ในเวปทุกมหาวิทยาลัยจะมีข้อมูลการสมัครอยู่แล้ว เช่นใน prospective student, How to apply, Apply online พี่อยากจะบอกว่าสมัครไปเลย สมัครโลด อย่าง essay นี่เรา reuse ได้ เราแต่งปุ๊บ อีกมหาวิทยาลับก็makeๆเปลี่ยนๆเอานิดหน่อย ก็สมัครซัก 10 มหาวิทยาลัย ถ้าเงินเยอะก็ 20 มหาวิทยาลัย เป็นการเพิ่มโอกาสให้กับตัวเอง
TBC on part 3 : TOEFL and GRE
ปล. ต้องขออภัยอาการไทยคำอังกฤษคำที่ปรากฏนี้ด้วยนะครับ มันเป็นความเคยชินของคนที่อยู่กับ textbook นานๆ นอกจากจะติดพูดไทยบ้างอังกฤษบ้างเราจะติดเขียนไทยบ้างอังกฤษบ้างด้วย
Recent Comments