อันนี้เป็น event เมื่อปีมะโว้ เลยคิดว่ามันไม่น่าเอาลงหน้า news&events น่ะครับ เพราะเก่าไปหน่อย เอาเป็นว่าผมจะเล่าให้ฟังแล้วกันว่าได้อะไรมาจากการไปงานคราวนั้นบ้าง
ที่แน่ๆคือได้แผ่นพับ ไม่สิ ผมเรียกว่ามันเป็นหนังสือเลยดีกว่า รายละเอียดของมหาวิทยาลัยที่โน่นเขาจะพิมพ์ไว้ละเอียดยิบเลยครับ ซึ่งทำให้มันเปลี่ยนจาก prospect 4 สี หนาไม่กี่สิบหน้าเป็นหนังสือหนักอึ๊ดไปได้ แต่ในนั้นจะมีรายละเอียดลงไปถึงรายชื่อของคณาจารย์ในคณะต่างๆด้วย ด้วยเหตุผลที่ดีครับ
ต้องบอกว่าอันที่ผมถามจะเป็นของทางวิทยาศาสตร์นะครับ คณะอื่นรายละเอียดอาจจะต่างไป เพราะคณะที่ผมอยากไปเรียน คือคณะวิทยาศาสตร์ จะไม่มีป.โทครับ ความจริงพูดอย่างนั้นอาจจะไม่ดีซักทีเดียว เพราะจริงๆสำหรับเขาป.โทเป็นเพียงขั้นเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นนักศึกษาป.เอก ดังนั้นสำหรับคนที่ตั้งใจจะเรียนถึงป.เอกแต่แรกเขาจะเรียนตรีควบโท 5 ปีแล้วต่อเอกเลย จะบอกว่าเขาไม่ให้ความสำคัญกับป.โทก็คงใช่ เพราะเท่าที่คุยสำหรับบางทีที่มีป.โท หรือ mphil อยู่บ้าง
เขาจะบอกว่าที่ยังมีให้เรียนป.โทหรือmphilก็เพื่อค้นหาตัวเองกับฝึกฝนทักษะแล็ปที่ต้องให้ตอนป.เอก ไม่ได้มีวิชาเรียนอะไรเป็นกิจจะลักษณะแบบบ้านเรา ส่วนขั้นป.เอกก็ไม่มีคอร์สเรียนเลยครับ เป็น research base ทำงานแล็ปอย่างเดียว
ดังนั้นขั้นตอนการสมัครเลยแปลกไปหน่อยครับ เพราะมันอารมณ์ว่าคุณจะไปทำงานมากกว่าไปเรียน ดังนั้นเขาให้คุณเลือกสิ่งแวดล้อมการทำงานของคุณเอง นั่นคือคุณต้องเลือกอาจารย์ที่ปรึกษาก่อนอะไรอย่างอื่น เลือกจากไหน จากหนังสือที่เขาเอาให้คุณไปนั่นแหละครับ ที่เขาให้รายชื่อคณาจารย์มามากมายปานนั้นพร้อมรายละเอียดของแต่ละท่านก็เพื่อที่เราจะได้เลือกว่าสนใจทำงานกับใคร จากนั้นก็ติดต่อไปเลย! email ไปคุยได้เลยว่าอยากทำงานวิจัยด้วย ถ้าเขาสนใจและยังพอมีที่ทางก็อาจจะรับ เผลอๆอาจได้เบี้ยหวัดจากตำแหน่ง Research Assistant อีกต่างหาก
แต่อันนี้ไม่รับประกันนะครับ เพราะแล้วแต่ว่าห้องวิจัยนั้นเงินหนาขนาดไหน หรือเขามีคนทำงานพอหรือยัง เรื่องทุนที่ผมถามๆมักไม่ค่อยมี มีก็ไม่ได้เกี่ยวกับผมโดยตรง อันนี้ขึ้นกับคณะและมหาวิทยาลัยต้องตรวจสอบเอาเอง
แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่แปลกครับ ผมไปรำพึงกับเขาว่าทุนนี่หายากเนอะ เขาก็ตอบผมมาว่า ไม่แปลกหรอก นักศึกษาในประเทศยังหาไม่ค่อยได้เลย
ผมเลยตาเหลือก! ขนาดว่าในประเทศยังไม่ได้ แล้วเด็กนอกล่ะครับท่าน!
แต่ถ้าสมมติ สมมตินะครับว่าเราเคลียร์เรื่องการเงินได้มีตังค์เรียน คุยกับเขาเรียบร้อย ทำอะไรต่อ
คราวนี้ก็เป็นงานเอกสารแล้วครับ หลังจากเขาตกลงรับแน่ ก็ติดต่อสมัครกับมหาวิทยาลัยโดยเตรียมเอกสารที่เขากำหนดไปซึ่งก็ไม่พ้น
1. transcript สิ่งศักดิ์สิทธิ์ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะเขาจะรับเกียรตินิยมเป็นหลัก หรือ 3.00 ขึ้น ผมไม่รู้ว่าคณะอื่นรับยังไงนะครับ ลองเช็คดู
2. คะแนนภาษาอังกฤษ IELTS หรือ TOEFL คะแนนแล้วแต่คณะกำหนด เพราะเขาถือว่าการเอาไปใช้มันต่างกัน อย่างคณะวิทย์เขาไม่ได้ซีเรียสมาก ก็อาจจะเอาแบบไปวัดไปวา แต่ยังไง 550 ขึ้นไปก็ปลอดภัยที่สุดนะครับ
3. personal statement เป็นข้อเขียนเกี่ยวกับตัวเราเอง เล่าประสบการณ์ วัตถุประสงค์การศึกษาต่อ และทำไมเราเลือกจะเข้าเรียนที่นี่ เป็นส่วนสำคัญที่ทางมหาวิทยาลัยจะพิจารณาในการรับเราด้วย
คะแนนสอบอื่นๆไม่ต้องมีนะครับ เท่าที่ผมรู้ แต่ส่วนที่อาจมีเพิ่มเติมคือ
4. proposal ว่าเราจะไปศึกษาหัวข้ออะไร ซึ่งจะต้อง innovate หรือภาษาผมเรียกสดใหม่สร้างสรรค์ เป็นส่วนสำคัญในการพิจารณา แต่ไม่ใช่ทุกมหาวิทยาลัยที่ต้องมี ดังนั้นศึกษาหนังสือของทางมหาวิทยาลัยให้ดี
ข้อดีสำคัญอย่างหนึ่งของมหาวิทยาลัยแถบนี้คือ สามารถสมัครได้ตั้งแต่ก่อนเรียนจบครับ โดยยื่นtranscriptเท่าที่มีไป เขาจะพิจารณาว่าเราน่าจะผ่านเกณฑ์ของเขาได้หรือเปล่า ถ้าเขาจะรับ เขาจะต้องให้เราทำสัญญาว่าตอนที่จบต้องได้เกรดมากกว่าเท่าไหร่ๆ เพื่อจะเข้าเรียนต่อที่นั่น ถ้าตอนจบออกมาเกรดมันเฉียดๆ ก็อาจจะดูตามรายวิชาในtranscipt หลังจบการศึกษา ถ้าพิจารณาแล้วว่าเราเกรดตกต่ำเพราะวิชานอกสาขาเขาก็อาจจะยังรับเราอยู่ดี
ถ้าถามผมละก็ ต้องบอกว่าวิธีการรับนักศึกษาของอังกฤษมีความยืดหยุ่นสูงมาก แต่ละเรื่องแต่ละปัญหาถ้าอยู่ในระดับหมิ่นเหม่ไม่ได้ตกเกณฑ์น่าเกลียดก็มักจะคุยได้ทั้งนั้น แต่ปัญหาก็อยู่ที่เงินนั่นแหละครับ เพราะค่าเล่าเรียนแพงเอาเรื่อง แถมถ้าเราเป็นนักศึกษาจากต่างประเทศ ค่าเล่าเรียนจะเพิ่มอีกต่างหาก
แต่รุ่นพี่ผมก็ไปได้ทุนมานะครับ ถ้าผมหาทางจับตัวเขาได้(เพราะเขายุ่งมาก กำลังอยู่ในช่วงเตรียมตัวไปเรียนต่อ) ผมจะถามรายละเอียดมาให้ว่าไปทำท่าไหนเขาถึงให้ทุนทั้งที่ก็ไม่ได้หาง่าย
ช่วยภาวนาให้ผมเจอพี่เขาด้วยนะครับ สาธุ
Recent Comments