ก่อนสอบ TOEFL ราวหนึ่งสัปดาห์ผมบังคับให้ตัวเองทำอยู่สามอย่าง

1. นอนเร็วตื่นเช้า นอนให้พอ ผมเป็นคนนอนดึกตื่นสายโดยปรกติ ซึ่งทำให้เบลอตอนเช้า อันนี้ห้ามทำโดยเด็ดขาด
2. ห้ามทานอะไรก็ตามที่มีความเสี่ยงจะก่อให้เกิดโรคทางเดินอาหารตลอดหนึ่งสัปดาห์ กินแต่ตามสั่งร้านประจำเท่านั้น งดของที่อาจแสลงได้อย่าง ส้มตำ ของยำและต้มยำ(ของโปรด)โดยเด็ดขาด
3. คิดเป็นภาษาอังกฤษ เขียนเป็นภาษาอังกฤษ ใช้ภาษาไทยต่อเมื่อจำเป็นจริงๆเท่านั้น

หลังจากหนึ่งสัปดาห์ของทุกรกิริยาระดับอ่อนๆนั้น ผมมีร่างกายที่พร้อมมาก ทักษะทั้งหมดฝึกมาจนหมดทุกกระบวนท่าที่คิดออกแล้ว ผมบอกตัวเองว่าคงไม่พร้อมไปมากกว่านี้อีกแล้ว (มั้ง)

เรียกขวัญกำลังใจเรียบร้อยก็เอาข้าวของที่จำเป็นใส่กระเป๋าแล้วก็ออกเดินทางไปสนามสอบด้วยใจระทึก

จริงๆต้องบอกว่าเวลาเข้าห้องสอบมันไม่ต้องใช้อะไรหรอกครับนอกจาก passport ที่ใช้เป็น ID ของเรา ผมไม่รู้ว่าใช้บัตรอื่นอะไรแทนได้บ้าง อันนี้คงต้องโทร.สอบถามศูนย์สอบดูนะครับ แต่อย่างอื่นไม่ต้องเอาเข้าห้องสอบเลย ทั้งดินสอกระดาษเขามีให้หมด

วันนั้นผมไปถึงก่อนเวลาราวชั่วโมงหนึ่งได้เพราะตอนแรกกลัวว่าจะหาห้องสอบไม่เจอ แต่ก็หาเจอง่ายกว่าที่คิด ไปถึงก็เช็คห้องสอบ แล้วเจ้าหน้าที่ก็ขอเช็ค passport กับให้เราเขียนใบสัญญาว่าเราจะไม่เอาส่วนใดๆในข้อสอบไปเผยแพร่ ก่อนจะให้เรารอเรียกเข้าห้องต่อ

หวังว่าไอ้ที่ผมเขียนอยู่นี่คงไม่ได้ละเมิดสัญญาหรอกนะครับ เหอะๆ

ตอนแรกคิดว่าคงรอนานแล้วครับ ปรากฏว่าเร็วกว่าที่คิดมาก ผมจัดการกระบวนการที่ว่าเสร็จแล้วหลบไปห้องน้ำ กลับมาแป็บเดียวเขาก็เรียกเข้าห้องสอบแล้ว

ตอนแรกผมก็งงๆว่ายืนยัน ID กันแค่นี้เองเหรอ ปรากฏว่าเปล่าครับ ตอนเขาเรียกเข้าไปสิตอนทำประวัติของจริง พอเอาข้าวของเราเข้าล็อกเกอร์แล้วก็ถ่ายภาพ ยืนยันข้อมูลที่ส่งไปตอนสมัคร จากนั้นก็เข้าไปนั่งที่แล้วก็เริ่มทำข้อสอบได้เลย

พอข้อสอบขึ้นหน้าจอปั๊บ ก็มีเหตุให้ตกใจปุ๊บ เพราะการจับเวลาของการสอบจริงไม่เหมือนของ Kaplan!

เวลายังเท่าเดิมครับ อย่างตกใจ แค่แบ่งการจับเวลาไม่เหมือนกัน จริงๆไม่ได้เดือดร้อนมาก แค่ตกใจ

—–
ตรงนี้ผมขอทิ้งเคล็ดการทำข้อสอบ reading ไว้นิดหนึ่งซึ่งผมพบว่าร่นเวลาการทำข้อสอบลงได้มากเลย

คือโดยปรกติ เขามักจะให้อ่านผ่านตาบทความหนึ่งครั้งก่อน แต่คราวนี้พอทำแบบนั้น ตอนตอบคำถามจริงๆเราก็ต้องกลับไปอ่านอยู่ดี(เพื่อความมั่นใจ) ประกอบกับว่าข้อสอบจะเรียงลำดับ paragraph อยู่แล้ว ผมเลยใช้วิธีอ่านแค่ส่วนหนึ่งของบทความ แล้วลงมือทำข้อสอบเลย วิธีนี้ข้อมูลที่อยู่ในหัวเราจะสดใหม่กว่า การจะต้องกลับไปเช็คข้อมูลก็น้อยลง หาข้อมูลก็ง่ายขึ้น

แต่ก็ไม่ใช่อ่านทีละ paragraph นะครับ อันนั้นก็น้อยไป ของผมจะอ่านราวๆสองหรือสาม paragraph ขึ้นกับว่ามันยาวมั้ย แล้วเนื้อหาต่อเนื่องกันหรือเปล่า พอตอบคำถามไปจนเริ่มตอบไม่ได้แล้วก็กลับไปอ่านเพิ่มอีกสองสาม paragraph ก่อนจะทำข้อสอบต่อ ทำไปเรื่อยๆจนเสร็จ

เทคนิคนี้ไม่สงวนลิขสิทธิ์ เอาไปใช้ได้ตามสบายเลยนะครับ
—–

พอทำ reading เสร็จ ก็ต่อด้วย listening ทันที part นี้ต้องใช้กระดาษดินสอด้วยครับ เพราะเขาให้เราฟังครั้งเดียว ดังนั้นข้อมูลสำคัญๆต้องจดไว้ให้ได้ ระทึกอยู่เหมือนกันว่ามันจะจดทันมั้ย เพราะตัวอย่างที่เคยฟังของ ETS มันเร็วปรื๋อ ของจริงไม่รู้จะเร็วกว่าหรือเปล่า

พอเอาเข้าจริง ไม่รู้จะเปรียบเทียบยังไงเหมือนกันครับ เพราะเร็ว!มาก!

อันนี้ต้องซ้อม lecture กับจับใจความมาดีๆเลย เพราะต้องทำทั้งสองอย่างนี้อย่างเร็ว ต้องยอมรับว่าเหนื่อยที่ต้องรักษาสมาธิให้ได้ตลอด พอเสร็จแต่ละช่วงผมเลยไม่ทำช่วงต่อไปทันที มันเหนื่อยครับ ขอพักจนหมดเวลาก่อนแล้วกัน

อีกเหตุผลหนึ่งที่ผมนั่งรอเวลาหมดสำหรับ part listening เพราะ part ต่อไปจะเป็น speaking ที่ผมกลัวมาก จะบอกว่าหนีจากความจริงด้วยการประวิงเวลาก็ได้ อย่างน้อยก็ขอเวลาทำใจซักนิดเต๊อะ!

จริงๆเขาก็มีช่วงเวลาให้ทำใจด้วยการพักเบรก 10 นาทีหลัง listening แต่ผมตั้งใจจะใช้ช่วงสิบนาทีนั้นเตรียมความพร้อมสำหรับ speaking ด้วยการพูดอะไรสั้นๆกับตัวเองในห้องน้ำ (โดยระวังฝูงชนแน่นอนครับ ไม่งั้นก็โดนหาว่าบ้าสิ) แล้วก็ดื่มน้ำให้ชุ่มคอก่อนจะกลับมารอเข้าห้องสอบหลังจาก 10 นาทีผ่านไป

โดยปรกติก่อนข้อสอบแต่ละ part จะมี instruction ที่เขาจะอ่านให้ฟังอยู่ ซึ่งหนังสือส่วนมากจะบอกให้ข้ามไปซะเพื่อประหยัดเวลา แต่มันมีข้อยกเว้นครับ คือ part speaking กับ writing จะข้ามไม่ได้ แทนที่จะนั่งใจตุ๊มๆต่อมๆ ผมเลยใช้ช่วงเวลานี้ให้มีค่าด้วยการขยับปากตามเพื่อบริหารหน้า หายใจเข้าออกลึกๆ เพราะตื่นเต้นไม่ได้เด็ดขาดเลยครับ นี่เป็น part การสอบที่มีเดิมพันสูงสุดสำหรับผม ดังนั้นผมต้องมั่นคงสุดชีวิต

ในตอนที่ทำสอบ part speaking ผมพบว่ามีสองอย่างที่สำคัญมากในการสอบ part นี้ คือ (1) ไหวพริบ (2) ดวง!

ไหวพริบ เพราะเขาจะถามคำถามที่เราต้องคิดทันทีทันใด  ดวง เพราะมันจะง่ายกว่ามากถ้าเราได้คำถามที่อยู่ใกล้ตัวเรา

แต่ผมยังคงยืนยันว่าไหวพริบสำคัญกว่าครับ เพราะใช้ตลอด 6 ข้อหฤโหดนั้น ดังนั้นเพื่อให้สมองแล่นดี วันนั้นต้องนอนมาเต็มอิ่มและทานอาหารเช้า อย่าอดเด็ดขาด

ที่สำคัญคือต้องระงับอาการตื่นเต้นของตัวเองให้อยู่ อันนี้ยากสุดในบรรดาเรื่องทั้งหมายทั้งแหล่ที่ต้องทำ

ตอนทำ speaking นี่แหละครับที่ผมเห็นข้อดีของการทำข้อสอบเร็ว เพราะเราเริ่มพูดก่อน ห้องจะยังเงียบอยู่ครับ เราจะมีสมาธิในการพูดเต็มที่ อย่างน้อยก็ในข้อแรกๆ เพราะพอคนเริ่มทำ part speaking มากขึ้นเสียงจะตีกัน ซึ่งทำให้ต้องใช้สมาธิมากกว่าเดิมมากเลย

เพราะพอหมดแรงกับ part นี้ก็เหลือแค่ writing แล้วครับ ยังไงก็ไม่ตื่นเต้นมากเท่า speaking แล้ว ใจเย็นๆค่อยๆเขียนได้ แต่ดูเวลาให้ดีแล้วกันนะครับ

สำหรับ writing คำแนะนำที่ผมได้รับมาจากหนังสือหลายเล่มคือให้เขียนในรูปแบบ essay คือมีราวๆ 5 paragraph ประกอบด้วย
1. introduction เกริ่นนำมาก่อนว่าเราต้องการพูดเรื่องอะไร
2. body มักเป็นส่วนที่เราเขียนเหตุผลให้เขาเป็นข้อๆ มักจะมี 3 paragraph สำหรับ 3 ข้อ แต่น้อยหรือมากกว่านั้นหน่อยก็ได้
3. conclusion เขียนจบแล้วบอกเขาด้วยว่าคุยอะไรไป อันนี้เป็นส่วนที่ผมคิดว่ายากที่สุดนะ

แต่เอาเข้าจริงผมคิดว่าอาจไม่จำเป็นต้องถึงขั้นนั้นก็ได้ แต่เขียนแบบ essay ก็ดีครับ เพราะสื่อความคิดชัดเจนดี แต่ก็ต้องฝึกมาเยอะๆด้วยเหมือนกัน เพราะมันก็ไม่ได้เขียนกันได้ง่ายๆ

ที่สำคัญคือเวลา ดูเวลาให้ดี วางแผนให้รอบคอบ คำแนะนำที่ผมได้มา(อีกเช่นกัน) คือให้นั่งวางแผน essay ราวห้านาทีก่อนลงมือเขียน เพราะเวลามีจำกัด เราจะเขียนไปแก้ไปไม่ได้ ห้ามเผลอ ผมพลาดมาแล้วทำให้เขียน conclusion ไม่ทันไปข้อหนึ่ง โดนหักคะแนนแน่ครับงานนี้

พอนาฬิกาจับเวลาหมดลง ก็แก้ไขอะไรไม่ได้แล้วนะครับ