คราวที่แล้ว ผมเล่าถึงว่าตัวเองเตรียมตัวกับตัวอย่างข้อสอบของ Kaplan และศึกษาตัวอย่างข้อสอบเรียบร้อย สิ่งที่ผมรู้สึกครั้งแรกหลังจากทำแบบทดสอบนั้นคือ ” พื้นฐานตูห่วยนี่หว่า ” ไม่ได้การ ผมต้องฟิตขึ้นมาใหม่ตั้งแต่รากเสียแล้ว
ผมเลยไปหาหนังสือ Grammar มานั่งทำแบบฝึกหัดครับ ได้มาจากงานสัปดาห์หนังสือ เป็นที่ๆมีหนังสือให้เลือกมากมายจริงๆและราคาก็รับได้ ไม่เสียเลือดเสียเนื้อนัก หลังจากพลิกๆอยู่พักหนึ่งผมก็เลือกมาเล่มหนึ่งที่เป็นแบบฝึกหัดเกือบทั้งเล่ม การแบ่งเรื่องก็ถูกใจผม หิ้วกลับบ้านแล้วผมก็นั่งทำแบบฝึกหัดอย่างขะมักเขม้น
แค่ไม่กี่บทก็เริ่มสำเหนียกได้ว่า ศัพท์เราน้อยฟะ!
คราวนี้ผมก็ต้องตาเหลือกหาพวกหนังสือคำศัพท์มานั่งท่อง ผมเลือกเอาพวกรากศัพท์ครับ ที่เลือกอย่างนี้เพราะปกติความจำผมมันแย่ เกลียดการท่องศัพท์มากด้วย คิดเข้าข้างตัวเองว่า ถ้าเป็นรากศัพท์เราจะจำน้อยลงแต่แกะคำศัพท์ได้มากขึ้น เรียกว่าเลือกอันที่ลงทุนน้อยแต่น่าจะเห็นผลกว้าง พยายามจะหัวหมอสุดชีวิต
คราวนี้พออ่าน Grammar จนจบเล่ม ผมก็กลับไปทำข้อสอบในซีดีอีกครั้ง คราวนี้ดีขึ้นหน่อย ค่อยยังชั่ว ต้องบอกว่ายังดีที่ผมต้องอ่านภาษาอังกฤษอยู่เรื่อยๆ part นั้นเลยยังโอเค แต่ speaking กับ writing อยู่ในข่ายมหาเลวร้าย
ไม่ได้การ ทำไงดี
อุปกรณ์อีกอย่างที่ผมมีในตอนนั้นคือหนังสือแนวข้อสอบของ ETS เองซึ่งผมเคยลงหุ้นกับเพื่อนที่มหาวิทยาลัยซื้อไว้เมื่อนานมาแล้ว ได้ฤกษ์ได้ยามเอามาใช้แล้วงานนี้
ตอนนี้ผมเลยมุ่งเน้นการ speaking มาก โจทย์ในซีดีที่มากับหนังสือของ ETS ในโจทย์อะไรมาก็ทำหมด พรรคพวกเพื่อนฝูงโดนผม speak ใส่กันเป็นแถบ แต่พวกเขารู้อยู่แล้วครับว่าผมกำลังจะสอบเลยยอมเล่นด้วย ต้องขอบคุณเพื่อนๆมากจริงๆนะเออ
แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังกังวลมาก เพราะปัญหาที่เห็นได้ชัดสองอย่างคือ (1) ผมคิดไม่ทัน แล้วเวลาพูดก็คิดไม่ออก (2) ผมพูดไม่ชัดเอาซะเลย
เรื่องคิดไม่ทันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตอนทำสอบมากกว่าการใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะคุยกับคนเรางงก็ถามเขาซ้ำได้ เราต้องใช้เวลาคิดเขาก็รอได้ แต่การพูดกับเครื่องจักรเราจะถามซ้ำก็ไม่ได้ แล้วมันก็ไม่รอเราด้วย
อันนี้เลยเป็นการฝึกเทคนิคจับใจความอย่างรวดเร็ว ผมดูว่าแนวข้อสอบเป็นแบบไหน ประเด็นที่ถามเป็นยังไง อยู่ตรงไหน พยายามเข้าซักพักผมก็เริ่มตอบโต้กับเจ้าคอมพิวเตอร์ได้ดีขึ้น
คราวนี้ประเด็นที่สอง พูดไม่ชัด
อันนี้รู้ตัวเพราะไมโครโฟนครับ โปรแกรมของ Kaplan ต้องมีไมโครโฟนด้วยเพราะเขาจะอัดเสียงเราไว้ กลับไปฟังได้ ฟังเสร็จแล้วก็ โอ้ มั่วชะมัดเลย ออกเสียงผิดๆถูกตลอดเลยเหวย ทำไงดี
สิ่งที่ผมเรียนรู้มาจากตอนมัธยมคือ อยากสำเนียงดีต้องฟังเยอะๆ แล้วเวลาพูดให้อ้าปากกว้างๆ
ทำไมน่ะเหรอครับ ครูผมสมัยโน้นบอกไว้ว่าภาษาอังกฤษกับภาษาไทยน่ะขยับหน้าไม่เหมือนกัน ภาษาไทยเราขยับแต่ปากเป็นหลัก ขยับไม่มาก เราจะชินกับการขยับหน้าแค่นั้นเวลาพูด แต่ภาษาอังกฤษไม่ใช้แค่ปาก มันต้องไปทั้งหน้า เสียงต้องระเบิดออกมาดังๆ
อันนี้ค่อนข้างยากครับเวลาฝึก เพราะเกรงใจคนข้างๆอย่างมาก อายด้วย ต้องไปแอบฝึกในห้องปิดมิดๆจะได้ไม่มีใครได้ยิน ที่ผมชอบทำมากคือหาหนังสือภาษาอังกฤษมานั่งอ่านออกเสียง เอาเล่มที่มีอยู่ในบ้านนั่นแหละครับ อ่านดังๆให้ตัวเองฟังว่ามันโอเคหรือยัง ถ้าอยากให้ชัวร์และไม่หลอกตัวเองก็อัดเสียงเก็บไว้เช็คตอนหลังด้วย
แต่ก็เพราะซีดีของ ETS นี่แหละครับทำให้ผมตระหนักได้อีกอย่าง คือ listening ของ ETS ยากกว่าของ Kaplan!
ต้องบอกว่าซวย เพราะผมเพิ่งรู้ตัวตอนสามวันก่อนสอบ เพราะตอนนั้นฟังของ Kaplan จนชิน รู้สึกว่า เฮ้ย ก็ฟังได้แหละว้า ปรากฏว่าพอฟังของผู้จัดสอบมันเร็วมาก และจังหวะจะโคนก็ไม่ได้เหมือนกันเลย ตาเหลือกเลยครับเพราะเท่ากับว่าไอ้ที่ทำมาตอนแรกสำหรับ listening มันไม่พอน่ะสิ
แล้ว reading ล่ะ reading ที่ซ้อมทำแบบฝึกหัดมา ไอ้เทคนิคที่ลองซ้อมมามันจะใช้กับของจริงได้เหรอ
สามวันสุดท้ายนั้นเป็นภาวะลนลานจริงๆครับ ยิ่งอ่านพวกมาตรฐานการตรวจข้อสอบยิ่งแล้วใหญ่ เพราะถึงพยายามท่องศัพท์มากขนาดไหนก็ยังไม่เข้าหัว ถ้าอ่านอาจจะพอแกะได้ แต่ให้พูดหรือเขียนนี่คงไม่ไหว
จนกระทั่งก่อนสอบผมก็ได้แต่ภาวนา ว่าผมคงไม่ได้เอาเงินห้าพันไปสูญเปล่าหรอกนะ
Recent Comments