ต้องบอกว่านี่เป็นตัวอย่างการเตรียมตัวสอบ TOEFL ที่ไม่บังควรเอาอย่างเป็นอย่างยิ่ง!

เพราะความจริงผมตัดสินใจตั้งนานแล้วว่าจะสอบช่วงกลางพฤษภา การรู้ล่วงหน้าขนาดนั้นน่าจะมีเวลาพอให้หาคอร์สลงเรียน หาหนังสืออ่าน ท่องศัพท์ ดูแนวข้อสอบ น่าจะสบายๆใช่มั้ยครับ

ก็เพราะมีเวลาเหลือเฟือนี่แหละ ผมเลยทำตัวตามสบายไปหน่อย กว่าจะรู้ตัวอีกทีว่า เฮ้ย ต้องเตรียมสอบแล้วนะ! ก็ปาเข้าไปตอนสมัครสอบ ซึ่งผมสมัครไปสองเดือนล่วงหน้า แค่สองเดือน! น้อยเกินกว่าจะทำไอ้ที่ว่านั่นทั้งหมดให้มันเต็มเม็ดเต็มหน่วย

สายเกินไปสำหรับการลงเรียนคอร์สติวแน่นอนครับ อันนี้ควรทำล่วงหน้าเป็นปี เพื่อนผมเองก็ลงเรียนกันหลายคนอยู่ แต่มันเป็นคอร์สระยะยาว เรียนหลายเดือน การบ้านมากมาย และแพง!

แต่แน่นอนว่านั่นแลกกับการที่มีคนคอยบังคับให้เราต้องฝึกภาษาอังกฤษอยู่เรื่อยๆ ถ้าจะอ่านเองต้องใช้วินัยสูง อันนี้ตัวผมเองก็เป็นเครื่องยืนยันได้ดี เพราะผมมันวินัยต่ำครับ สุดท้ายตอนใกล้สอบเลยต้องตาลีตาเหลือก ทรมานตัวเองเปล่าๆ

เอาล่ะครับ วนกลับไปที่ตอนเตรียมตัวก่อน ผมต้องขอบคุณเพื่อนรักคนหนึ่งมากที่อุตส่าห์ให้ยืมโปรแกรมข้อสอบTOEFL มา เป็นของ Kaplan ครับ (ผมพูดได้ใช่มั้ยฮะ นี่ไม่ได้จะโฆษณานะ แต่เพราะมันมีหลายยี่ห้อมาก ผมเลยคิดว่าระบุชัดๆเลยดีกว่า ไม่งั้นจะกระทบยี่ห้ออื่น) ข้อดีของซีดีโปรแกรมแบบนี้คือเราได้ลองทำแบบฝึกหัดภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ใกล้เคียงของจริง ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มาจาก ets ซึ่งเป็นผู้จัดสอบเอง แต่ก็พอใช้ได้ล่ะว้า

ถึงตอนนี้คงต้องเล่าซักนิดว่าหน้าตาของข้อสอบ TOEFL มันเป็นยังไง สำหรับระบบ IBT (internet-based) จะแบ่งส่วนข้อสอบออกเป็น 4 ส่วน ตามทักษะทางภาษา คือ Reading, Listening, Speaking และ Writing

Reading
จะมีบทความมาให้อ่านจากนั้นจะถามคำถาม เป็นข้อสอบ ก.ข.ค. ให้คลิกเลือกคำตอบ มีทั้งหมดราวสามบทความนะ ถ้าผมจำไม่ผิด แต่ละบทความจะถามแนวว่า
- ศัพท์นี้ในบริบทของบทความ แปลว่าอะไร
- ใจความสำคัญของบทความนี้คืออะไร
- คำสรรพนามทีระบุหมายถึงอะไร (แบบว่า it ที่ highlight ใน paragraph 2 มันหมายถึงนามตัวไหน ทำนองนั้นน่ะครับ )
- ผู้เขียนรู้สึกหรือพยายาม infer ว่าอะไร (ขอโทษจริงๆครับ คำนี้นึกภาษาไทยไม่ออก)
- ฯลฯ ที่ผมอาจลืมไปแล้ว
เวลาทั้งหมดมีของสามบทความคือหนึ่งชั่วโมง ดังนั้นต้องบริหารดีๆเลยครับ แต่ยังดีที่สามารถกลับไปแก้คำตอบได้เสมอก่อนจะหมดเวลา สามารถข้ามข้อแล้วกลับไปตอบทีหลังก็ได้

Listening
จะเปิดเสียงให้เราฟัง แค่ครั้งเดียว ก่อนจะมีคำถามขึ้นให้คลิกตอบแบบ ก.ข.ค. อีกเช่นกัน แต่ตอบแล้วแก้ไม่ได้ ไม่เหมือน reading ดังนั้นต้องมั่นใจว่าเราตอบถูกแน่ๆถึงค่อยไปต่อ แต่เขามีเวลาให้แค่ชั่วโมงเดียวอีกเหมือนกัน ดังนั้นจะเอ้อระเหยไม่ได้ ถ้ามั่นใจว่าใช้ต้องรีบตอบรีบไป เผื่อเวลาให้ข้ออื่น ส่วนแนวของคำถามจะเป็นว่า
- โดยรวมมันเกิดอะไรขึ้น (เช่นในสถานการณ์นั้นอาจมีนักศึกษาไปปรึกษาเจ้าหน้าที่เพราะมีปัญหา ปัญหานั้นคืออะไร)
- บางประโยคที่เขาพูด ตีความในเชิงอารมณ์ความรู้สึกได้ว่าอย่างไร (อันนี้ต้องประสบการณ์จริงๆครับ หนังสือที่ไหนก็ไม่ค่อยช่วยทั้งนั้นน่ะ)
- จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป เป็นการตีความจากสถานการณ์และคำพูดในตอนท้ายว่าเขาน่าจะพยายามทำอะไรกันต่อ
- ฯลฯ ที่ผมอาจลืมไปแล้วอีกเช่นกัน

Speaking เป็น part ที่ยากที่สุดในความรู้สึกของผม เพราะต้องตอบคำถามกันสดๆ เทคเดียว แก้ไม่ได้ ฟังตัวเองตอบก็ไม่ได้ แถมเวลาเตรียมตัวก็แค่ 15-30 วินาที เวลาตอบแค่ 45-60 วินาที ผมไหวพริบไม่ค่อยดี ศัพท์น้อย เลยเครียดมากครับ
ยังดีที่มี 6 คำถามเลยสามารถเฉลี่ยความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ (แต่ก็เสียหายทุกข้ออยู่ดี มันจะดีขึ้นหรือแย่ลงล่ะเนี่ย) สองคำถามแรกจะเป็นคำถามเกี่ยวกับผู้สอบเอง ประเภทสอบถามความคิดเห็นหรือให้อธิบายบางอย่างในชีวิตประจำวัน อีกสองข้อเป็นสถานการณ์ในมหาวิทยาลัย สองข้อสุดท้ายเป็นพวก lecture ครับ

Writing อันนี้เป็นข้อสอบให้เขียนตอบคำถามสองข้อ
- ข้อแรกเขาจะมีบทความกับ lectureให้ฟัง ซึ่งจะเป็นเรื่องเดียวกัน แล้วก็ถามความสัมพันธ์ของทั้งสองอย่างนี้แหละครับ ดังนั้นก็ต้องสรุปความให้เก่งด้วยเพราะ lecture มันฟังได้ครั้งเดียว
- ส่วนข้อสอง ข้อสุดท้ายเป็นการเขียน แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อความสั้นๆที่เขาให้มา หัวข้อที่ให้ก็คล้ายๆพวกโต้วาทีน่ะครับ เราต้องเลือกข้างแล้วตอบว่าทำไมเราเลือกข้างนี้ part นี้ก็ใช้เวลารวมๆก็อีกราวชั่วโมงหนึ่งครับ

สรุปเวลาการสอบทั้งหมดคือราว สามชั่วโมงครึ่ง ถึง สี่ชั่วโมง ฟิตร่างกายไปไม่ดีตายแน่นอน

ที่สำคัญคือต้องฟิตทักษะของตัวเองไปครับ ต้องฟิตเยอะๆด้วย