เริ่มคิดในความหมายของผมคือเริ่มคิดว่าต้องทำอะไรบ้าง คือหลังจากที่ตัดสินใจว่าเราจะไปเรียนต่างประเทศ แล้วควรเริ่มเตรียมตัวเมื่อไหร่

ผมคงตอบว่าถ้าคิดว่าจะไปเมื่อไหร่ ก็เริ่มเตรียมตัวเมื่อนั่น ปีหนึ่งก็ปีหนึ่ง ม.หกก็ม.หก ยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี

ที่บอกว่าอย่างนั้นเพราะมีหลายเรื่องที่ต้องเตรียมตัวนานครับ เรื่องภาษาเป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่ง ถ้าเป็นภาษาอังกฤษที่โรงเรียนก็บังคับเรียนมาบ้างแล้วก็คงพอจะไปต่อไหว แต่ภาษาอื่นอย่างเยอรมัน หรือญี่ปุ่น บางทีคนไม่คิดจะไปเรียนต่อหรือทำงานที่นั่นหรือไม่ได้สนใจก็คงไม่เรียน ปัญหามันจะเกิดตอนเพิ่งตระหนักได้ว่าจำเป็นต้องใช้ในอีกปีข้างหน้า!

อันนี้เป็นประสบการณ์ตรงของผมเอง ผมเป็นคนที่เรียนภาษาไม่เก่ง อยู่ในขั้นทำให้ครูหมวดภาษาปวดเศียรเวียนเกล้ามาตลอดเพราะนอกจากผมจะเรียนไม่เก่ง ยังไม่สนใจอีกต่างหาก! เคราะห์ดีที่ภาษาอังกฤษทางบ้านเคี่ยวเข็ญมาก เรียกว่ายังไงก็ต้องให้ได้ ก็เลยได้ทักษะติดตัวมา

แต่ความสนใจทางภาษา ความชอบทางภาษา ศูนย์ครับ ผมเรียนภาษาต่างประเทศแทบไม่ได้เลย แม้จะสนใจภาษานั้นภาษานี้ อาจจะเพราะไปติดใจนักเขียนสัญชาตินั้นเข้าหรืออย่างไร สุดท้ายผมก็ไม่เรียนอยู่ดี อ่านฉบับแปลเอาก็ได้ สบาย

และแล้วเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ อาจจะซักครึ่งปีได้ ผมก็เปิดเข้าไปเจองานวิจัยในสาขาที่ผมสนใจที่มหาวิทยาลัยเวียนนา เปิดเข้าไปดูก็เกิดอาการกระดี้กระด๊าว่าอาจารย์แถวโน้นเขาเป็นเก๋าในวงการกันทั้งนั้น น่าไปฝากตัวเป็นศิษย์เสียจริงๆ

เสียแต่ว่า มันต้องใช้ภาษาเยอรมันครับ

ไอ้ครั้นจะมาพยายามเรียนเอาตอนนี้ ก็พอจะได้อยู่หรอก แต่เรื่องเรียนเอย เรื่องโปรเจ็กเอย ทั้งหลายทั้งแหล่มีแต่จะดึงเวลาเราออกห่างจากการเรียนภาษา แม้แต่ภาษาอังกฤษที่พอจะไปวัดไปวากับเขายังเสื่อมสภาพลงตามกาลเวลาจน กระทั่งเรื่องtenseก็ชักจะมั่วขึ้นทุกที

สุดท้ายทั้งหมดที่รู้เกี่ยวกับภาษาเยอรมันคือ Guten Tag! ได้แค่นั้นจริงๆครับ

เรื่องแบบนี้ยิ่งพยายามเร่งบางทีมันยิ่งไม่ไหว มันเป็นทักษะ หมายความว่ามันต้องใช้เวลาและการฝึกฝนจริงจังหนักหน่วง เอาจนมันซึมเข้ากระแสเลือดไปในที่สุด ยิ่งเร่งเท่าไหร่ ยิ่งไม่ได้ ดังนั้นเรื่องนี้ต้องเตรียมตัวนานหน่อยครับ

รู้ว่าเราต้องการภาษาอะไรแต่แรกจะได้เปรียบมาก แต่ก่อนจะรู้ว่าเราต้องการภาษาอะไร เราก็ต้องรู้ก่อนว่าจะเรียนที่ไหน

แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าควรตั้งเป้าไว้ที่ไหน

ถ้าถามผม ผมจะบอกว่าให้มองที่มหาวิทยาลัยที่จะไปเรียนอย่าเพิ่งไปมองประเทศ มองที่ๆเขาน่าจะให้ความรู้ที่เราต้องการได้แล้วค่อยว่ากันว่าอยู่ที่ไหนบ้าง ใช้ภาษาอะไรบ้าง รู้ก่อนว่าต้องการเข้ามหาวิทยาลัยไหนจะได้เปรียบในแง่การเตรียมคะแนนสอบทั้งหลายให้ได้ตามเกณฑ์การเข้ามหาวิทยาลัยนั้นๆด้วย

ผมไม่แนะนำให้มองประเทศก่อนเพราะความรู้สึกของผมคือมันยากกว่าครับ ยกเว้นแต่เขามีเรื่องที่เด่นจริงๆ อย่างกฏหมายของอังกฤษก็ถือเป็นแนวหน้า ก็นับเป็นประเทศที่น่าสนใจจะไปเรียนต่อถ้าจะต่อทางกฏหมาย แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าประเทศอื่นเขาไม่มีหลักสูตรที่น่าสนใจทางกฏหมาย เปิดหูเปิดตาเปิดใจให้กว้างๆเข้าไว้จะได้เปรียบครับ

ในขั้นนี้ผมไม่ซีเรียสในแง่ว่ามหาวิทยาลัยพวกนี้จะเข้าจริงได้หรือเปล่านะครับ นี่ยังเป็นขั้นตอนของการ “ฝัน” ครับ เราทุกคนฝันกันได้ ผมยังเคยมอง MIT ตาปริบๆอยู่เลย

ที่สำคัญผมว่าการหวังสูงช่วยสร้างแรงผลักดันที่ดีครับ แม้เราจะรู้ดีว่าคงเข้าไม่ได้ หรือยังไงก็คงหาเงินไปเรียนไม่ไหว เอาไว้เป็นกำลังใจครับ เอาไว้เป็นเกณฑ์มาตรฐานว่าสุดยอดเขาเป็นอย่างนี้ เราจะเข้าใกล้เขาดู ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ก็รู้อยู่แล้วว่ายาก แต่แค่ฝันเฟื่องน่ะผิดป่าว

ฝันแล้วได้ดีไม่มีใครว่าหรอกครับ เชื่อผม